บทความ “การต่อสู้กับโรคโควิด-19 : ความท้าทายล่าสุดของความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสหรัฐฯและไทย” โดย นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสหรัฐฯ และไทยมีประวัติศาสตร์แข็งแกร่งย้อนกลับไปกว่า 100 ปี เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ผู้มีพระสมัญญาภิไธยว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน” ของไทยทรงอุทิศพระองค์ต่อการสาธารณสุขขณะทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่รัฐแมสซาชูเสตต์ พระองค์ทรงเจรจาทำข้อตกลงกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อให้เงินทุนสนับสนุนเริ่มต้นกับสถาบันการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขของไทยสหรัฐฯและไทยยังคงเดินหน้าสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่เข้มแข็งทั่วทั้งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อต่างๆ เวลานี้เราจะร่วมกันนำการต่อสู้เพื่อเอาชนะศัตรูโรคระบาดที่เราต้องเผชิญและจะผ่านพ้นไปด้วยกันอย่างผู้ชนะที่แข็งแกร่งกว่าเดิมสหรัฐอเมริกาเข้าใจอยู่เสมอว่าความมั่นคงด้านสุขภาพโลกขึ้นอยู่กับระบบบริการสาธารณสุขที่เข้มแข็ง หนึ่งในสามของงบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศของอเมริกา หรือเกือบ 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงมุ่งไปที่โครงการด้านสุขภาพระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2544 สหรัฐฯยังเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดขององค์การอนามัยโลก องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ รวมทั้งโครงการอาหารโลก ซึ่งได้ส่งอาหารและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลไปยัง 74 ประเทศ เพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 อีกด้วยงบประมาณนั้นยังรวมถึงความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้กับประชาชนจีนในระยะแรกๆ ของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อต้นเดือน ก.พ. สหรัฐฯส่งเวชภัณฑ์เกือบ 18 ตัน จากประชาชนอเมริกันไปยังเมืองอู่ฮั่นของจีนบนเครื่องบินลำเดียวกันกับที่นำพลเมืองอเมริกันอพยพกลับสหรัฐฯ ปลายสัปดาห์นั้น สหรัฐฯให้คำมั่นว่าจะมอบความช่วยเหลือถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯแก่จีนและประเทศที่ได้รับผลกระทบอื่นๆ ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เพิ่มความช่วยเหลือเป็นเงินรวม 274 ล้านเหรียญสหรัฐฯนอกจากความช่วยเหลือของรัฐบาล สหรัฐฯ อาศัยความร่วมมือของพลเมือง ธุรกิจห้างร้าน องค์การนอกภาครัฐ และองค์กรการกุศลต่างๆ ของสหรัฐฯ ในการมีส่วนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลก ภาคเอกชนของสหรัฐฯ รวมถึงมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ จึงได้มอบเงินสนับสนุนมูลค่ารวม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดนอกสหรัฐฯ ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อภาครัฐและภาคเอกชนผนึกกำลังกันทั้งในสหรัฐฯ และไทย เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุขในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้.