ทั่วโลกกำลัง “ทำสงคราม” ต่อสู้กับไวรัส “โควิด-19” อยู่อย่างยากลำบาก ขณะที่มีท่าทีว่า “จีน” ต้นตอและศูนย์กลางการแพร่ระบาด ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อมากที่สุดกว่า 90% เริ่มควบคุมโควิด-19 ได้ในระดับสูง แต่ถ้า “การ์ดตก” ก็ยังน่าเป็นห่วง แต่น่าสงสัยว่าประเทศอื่นๆ จะได้บทเรียนจากจีน และมีความสามารถควบคุมโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นจีนหรือไม่?แม้ช่วงแรกๆ ที่มีการระบาด จีนจะรับมือผิดพลาดล่าช้า รวมทั้งเจ้าหน้าที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ต้นตอการระบาด พยายามปกปิดความจริง ระบุว่าไม่ร้ายแรง โอกาสติดต่อจากคนสู่คนต่ำหรือแทบไม่มีแต่เมื่อปิดไม่อยู่และรู้ความจริงว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ใช้ศักยภาพทุกอย่างที่มีต่อสู้กับไวรัสมรณะอย่างเฉียบขาด ทั้งสั่งปิดเมืองกักโรคห้ามคนเข้าออกทั่วมณฑลหูเป่ยซึ่งมีประชากรกว่า 60 ล้านคน สร้างโรงพยาบาลเฉพาะกิจขนาดมหึมา 2 แห่งภายในเวลาไม่ถึง 10 วันในอู่ฮั่นเพื่อรองรับผู้ป่วย ไปจนถึงปิดระบบขนส่งมวลชน สถานบันเทิง การแข่งกีฬา และอื่นๆ ในอีกหลายเมืองทั่วประเทศการ “ปิดเมืองกักโรค” วิธีการเก่าแก่ที่จีนนำมาใช้นี้ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดียิ่ง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังไม่รู้จักเชื้อโควิด-19 อย่างถ่องแท้ และยังไม่สามารถพัฒนายารักษาหรือวัคซีนป้องกันไวรัสมรณะตัวนี้ได้! วิกฤติโลก-เทดรอส อดานอม เกเบร-เยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงที่สำนักงานใหญ่ของ WHO ที่นครเจนีวา ระบุยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจีนลดลงอย่างมาก แต่การระบาดในประเทศอื่นๆกลับทวีขึ้นอย่างน่ากลัว และเตือนว่าหลายประเทศไม่พร้อมรับมือไวรัสมรณะ (เอเอฟพี)นอกจากรัฐบาลจีนมีอำนาจเบ็ดเสร็จสั่งปิดเมืองกักโรคได้เต็มร้อย จีนยุคนี้ยังมี “จุดแข็ง” อื่นๆ ที่เอื้อต่อการต่อสู้กับโควิด-19 รวมทั้งมีบทเรียนจากการต่อสู้กับโรคซาร์สช่วงปี 2545 -2546 และมีระบบสอดส่องสอดแนมอันถี่ยิบแน่นหนา ซึ่งยากที่จะมีประเทศไหนในโลกทัดเทียมได้ระบบสอดส่องด้วยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดและฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ “บิ๊ก ดาต้า” อันมีประสิทธิภาพสูงนี้ รัฐบาลจีนใช้สอดแนมฝ่ายเห็นต่าง พวกนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และชาวมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่มณฑลซินเจียงมานานแล้ว นอกเหนือจากมีคณะกรรมการสอดส่องชุมชนต่างๆ อยู่ทั่วประเทศตัวอย่างเช่น ทางการเมืองหังโจวทางภาคตะวันออก ใช้ระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สร้างบาร์โค้ดระบุสถานะทางสุขภาพของประชาชน โดยเช็กจากประวัติการเดินทางและอาการป่วย รัฐบาลจีนยังร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ “อาลีบาบา” นำเอาระบบนี้มาใช้ทั่วประเทศ ขณะที่มีการเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยตามอพาร์ตเมนต์ต่างๆ บังคับให้ผู้พักอาศัยต้องมีรหัสผ่านเข้าออก หรือจำกัดเวลาการออกไปข้างนอกมาตรการปิดเมืองกักโรค ห้ามผู้คนออกนอกบ้านเรือนนานหลายสัปดาห์ ซึ่งเคยใช้ต่อสู้โรคระบาดมาตั้งแต่โบราณกาล เมื่อบวกกับการใช้เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ล้ำยุคของจีน ทำให้จีนสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในมณฑลหูเป่ยและพื้นที่อื่นๆ ให้ช้าลงจนเริ่มควบคุมได้ จนอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตในจีนต่ำกว่าในประเทศอื่นๆแล้วอย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเห็นบทเรียนจากจีน แต่ประเทศอื่นๆ จะมีเจตจำนงหรือมีความสามารถที่จะทำอย่างจีนได้หรือไม่ขนาดไหน...คือปัญหาใหญ่...มิฉะนั้นก็ยากที่จะควบคุมโควิด-19 ที่แพร่ระบาดรวดเร็วได้ตัวอย่างที่เห็นกันขณะนี้คือที่ เกาหลีใต้ อิหร่าน และอิตาลี ซึ่งโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดรวดเร็วที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจบ่งชี้ให้เห็นว่าความพยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาดกำลังล้มเหลว เพราะรัฐบาลใช้มาตรการครึ่งๆกลางๆไม่เด็ดขาดเต็มลูกสูบเหมือนจีน จึงอาจควบคุมการแพร่ระบาดไม่ได้ในที่สุด ผวาไวรัส-วงดนตรีคลาสสิก “โลซาน แชมเบอร์ ออเคสตรา” แสดงแบบปิดโดยไม่มีผู้ชมที่เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีการถ่ายทอดสดทางวิทยุและโทรทัศน์แทน (เอเอฟพี)ดร.ไรนา แม็คอินไทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวความมั่นคงแห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในออสเตรเลียชี้ว่า แทบไม่มีประเทศอื่นที่มีความสามารถ “ปิดเมืองกักโรค” ได้เด็ดขาดอย่างจีน ส่วน ดร.มาเรียน คูปแมนส์ นักไวรัสวิทยาแห่งศูนย์การแพทย์อีราสมุสในเนเธอร์แลนด์ชี้ว่า ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การปิดเมืองจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับกว้างขวางใหญ่โตอย่างที่จีนใช้นั้นมีอุปสรรคมากมาย รวมทั้งจำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับ ซึ่งถ้าถูกต่อต้านจะมีปัญหาทันที!อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากระบุว่า “เครื่องมือ” ต่อสู้โควิด-19 ที่ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลประเทศต่างๆ มีอยู่ในขณะนี้ คือการกักโรคและจำกัดการชุมนุมกันของฝูงชนให้มากที่สุด เพื่อยับยั้งการติดเชื้อให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนอกจากจะช่วย “ยื้อเวลา” ขณะรอการพัฒนายารักษาและวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว ยังจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล จนบุคลากรทางการแพทย์รับมือไม่ไหว ดังเช่นที่เมืองอู่ฮั่นนอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรเพิ่มการลงทุนวิจัยยารักษาและป้องกันโควิด-19 และเร่งพัฒนาระบบตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงการหาวิธีแยกระดับผู้ป่วยว่ากลุ่มไหนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือควรรักษาตัวอยู่ที่บ้านที่สำคัญที่สุด ต้องเตรียมพร้อมยอมรับความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดว่าจะไม่มีประเทศไหนรอดพ้นจากการแพร่ระบาดใหญ่อย่างไม่รู้ทิศทางในอนาคตด้วย...ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนักสำหรับมนุษยชาติ!บวร โทศรีแก้ว