(ภาพ) ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานี แห่งอัฟกานิสถานสงครามอัฟกานิสถานยุคใหม่ยืดเยื้อมา 18 ปี ตั้งแต่กองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯบุกโค่นล้มรัฐบาล “ตาลีบัน” ในปลายปี 2544 โทษฐานให้ที่พักพิงโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำเครือข่ายก่อการร้าย “อัล เคดา” ที่ก่อ “อภิมหาวินาศกรรม” ในสหรัฐฯ หรือ “9/11” เมื่อ 11 ก.ย.2544 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คนศึกอัฟกาฯเป็นสงครามของสหรัฐฯในต่างแดนที่ยาวนานที่สุด สหประชาชาติระบุว่าตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติใน 10 ปีหลัง มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บในสงครามอัฟกาฯแล้วกว่า 100,000 คน แค่ปี 2562 มีพลเรือนเสียชีวิตถึง 3,404 คน บาดเจ็บ 6,989 คน ซึ่งนับเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในสงครามอัฟกาฯเกินกว่า 10,000 คนสงครามทำให้ชาวอัฟกันอยู่อย่างหวาดผวาทุกข์ทรมานมาโดยตลอด เพราะหาความปลอดภัยแทบไม่ได้ แม้แต่ในเขต “กรีน โซน” ในกรุงคาบูลเมืองหลวง ยังถูกโจมตีตายเป็นเบืออยู่บ่อยๆแต่สัปดาห์ที่แล้ว เริ่มมีแสงริบหรี่แห่งสันติภาพ เพราะสหรัฐฯ ตาลีบัน และรัฐบาลอัฟกานิสถานบรรลุข้อตกลงกึ่งหยุดยิง ที่เรียกว่า “ข้อตกลงลดความรุนแรง” (Reduction in Violence) นาน 7 วัน ช่วง 22-28 ก.พ. หลังมีการเจรจากันอย่างเข้มข้นกว่า 1 ปีถ้าข้อตกลงลดความรุนแรงนี้ประสบความสำเร็จ สหรัฐฯและตาลีบันจะร่วมลงนามข้อตกลงขั้นต่อไปที่กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ ใน 29 ก.พ. โดยข้อตกลงระบุให้สหรัฐฯถอนทหาร 8,600 นาย จาก ทั้งหมด 12,000-13,000 นาย ออกจากอัฟกานิสถาน แลกกับการให้ตาลีบันรับประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ และยอมเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการส่วนทหารสหรัฐฯที่เหลือจะอยู่ในอัฟกาฯ แบบมีเงื่อนไขและกำหนดเวลา เพื่อกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ เช่น “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) และช่วยสอดส่องสถานการณ์ความมั่นคงโดยรวม ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี สหรัฐฯจะถอนทหารที่เหลือทั้งหมด แม้คาดว่าจะใช้เวลาอีกนาน เยี่ยมทหาร – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานี แห่งอัฟกานิสถาน ไปเยี่ยมทหารอเมริกันที่ฐานทัพอากาศบากรัมในวันขอบคุณพระเจ้าเมื่อ 28 พ.ย.2562 ก่อนสหรัฐฯ รัฐบาลอัฟกาฯ และกลุ่มตาลีบัน บรรลุข้อตกลงลดความรุนแรง 7 วัน ปูทางสู่การลงนามข้อตกลงสันติภาพ (เอเอฟพี)ปีที่แล้วสหรัฐฯก็เกือบบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับตาลีบันมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่ง “คว่ำกระดาน” การลงนามข้อตกลงในวินาทีสุดท้าย เพราะไม่พอใจที่ผู้นำตาลีบันข่มขู่สหรัฐฯหลายฝ่ายเฝ้าลุ้นว่า “ข้อตกลงลดความรุนแรง” นี้ จะล่มอีกหรือไม่ หลังข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกและครั้งเดียว 3 วัน ในสงครามอัฟกาฯมีขึ้นในช่วงเทศกาลอีฎิล-อัดฮาของชาวมุสลิมในปี 2561 แต่ก็ไปไม่รอดรายละเอียดของข้อตกลงลดความรุนแรงนี้คลุมเครือมาก และแต่ละฝ่ายตีความแตกต่างกันไป โดยสหรัฐฯตีความว่าคือการลดความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทั่วประเทศ ขณะที่กองทัพรัฐบาลอัฟกาฯไม่วางใจ ประกาศคงสถานะ พร้อมรบ และป้องกันตนเองเต็มที่อยู่ต่อไปส่วนตาลีบันยืนยันว่าข้อตกลงนี้ไม่ใช่การหยุดยิง และครอบคลุมพื้นที่ในเมืองและเขตทหารบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งเป็นการบอกกลายๆว่าอาจมีความรุนแรงต่อไปในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล ซึ่งแกนนำตาลีบันไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะยังมีการโจมตีในต่างจังหวัดอยู่ประปรายคู่กรณียังหวาดระแวงซึ่งกันและกันว่า ระหว่างมีข้อตกลงลดความรุนแรงนาน 7 วันนี้ ฝ่ายตรงข้ามอาจฉวยโอกาสรุกยึดพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ข้อตกลงล่มกลางคันได้ อย่างไรก็ตาม “หัวใจ” ของสันติภาพที่ยั่งยืนถาวรในอัฟกานิสถาน ไม่ได้อยู่ที่สหรัฐฯ แต่อยู่ที่ผลการเจรจาสันติภาพระหว่างตาลีบันกับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นคนอัฟกันด้วยกัน และบรรดานักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการเจรจาภายในที่ว่านี้จะใช้เวลาหลายปี เพราะมีรายละเอียดสลับซับซ้อนและจุดยืนห่างกันมากนอกจากนี้ ความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจในหมู่นักการเมืองในอัฟกาฯก็อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ ทำให้การเจรจาไปไม่รอด ดังเช่นกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้งอิสระประกาศให้ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานี ชนะการเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว แต่คู่แข่งคือนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์ อดีตรองประธานาธิบดี ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และประกาศจะตั้งรัฐบาลของตัวเองเช่นกันเมื่อนักการเมืองผู้มีอำนาจงัดข้อกันก็ยากที่จะตั้งคณะผู้แทนที่ทุกฝ่ายยอมรับไปเจรจากับตาลีบัน การขาดความเป็นเอกภาพยังจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ส่งผลให้ตาลีบันถือไพ่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าในเวทีเจรจามีผู้กล่าวไว้ว่า อัฟกานิสถานเป็นดินแดนอาถรรพณ์ ไม่มีวันสงบสุขจากศึก สงคราม...วี่แววสันติภาพที่มองเห็นรางๆ ในครั้งนี้ จะล้างอาถรรพณ์ได้หรือไม่...ต้องช่วยกันลุ้น!บวร โทศรีแก้ว