ตาย 14 ศพ สูญหาย 36บังกลาเทศ-อินเดีย อพยพคนรวมกว่า 2 ล้านชีวิต หนีพายุไซโคลน “บุลบุล” ที่พัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็ว ลมกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้เกิดสตอร์มเซิร์จกว่า 2 เมตร ก่อนอ่อนกำลังแล้วสลายตัวเป็นดีเปรสชัน แต่ส่งผลให้มีคนตายอย่างน้อย 14 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ชาวประมงสูญหาย 36 คน บ้านเรือนพังพินาศกว่า 6 พันหลังคาเรือน และนักท่องเที่ยวติดค้างอยู่ตามเกาะริมอ่าวเบงกอลอีกเพียบสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ถึงความคืบหน้าพายุไซโคลน “บุลบุล” (นกปรอด) ที่เคลื่อนตัวจากอ่าวเบงกอลพัดถล่มชายฝั่งภาคใต้บังกลาเทศและภาคตะวันออกอินเดีย ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 9 พ.ย.ด้วยความเร็วลมกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความเร็วลมที่ตาพายุถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้เกิดคลื่นยกตัวสูง (สตอร์มเซิร์จ) กว่า 2 เมตรตามแนวชายฝั่ง มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 คน มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนข่าวแจ้งว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกต้นไม้หักโค่นล้มทับ โดยผู้เสียชีวิต 8 รายอยู่ในรัฐเบงกอลตะวันตก และรัฐโอริสสาในอินเดีย ส่วนในบังกลาเทศ มีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บกว่า 30 คน รวมทั้งที่อำเภอกุลนา ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด อีกทั้งมีรายงานว่ามีชาวประมงสูญหายถึง 36 คน หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาอยู่ ขณะที่บ้านเรือนในบังกลาเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ทำด้วยดิน หลังคามุงสังกะสี ถูกไซโคลนพัดถล่มพังเสียหายกว่า 6,000 หลัง ส่วนท่าเรือและสนามบินหลายแห่งถูกปิดชั่วคราว รวมทั้งสนามบินเมืองโกลกาตาในอินเดีย นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวติดค้างอยู่ตามเกาะต่างๆริมอ่าวเบงกอล รวมทั้งที่เกาะเซนต์ มาร์ติน นอกชายฝั่งบังกลาเทศ มีผู้ติดค้างกว่า 1,500 คน เพราะเรือโดยสารระงับการให้บริการชั่วคราวไซโคลนบุลบุลยังพัดถล่มเขต “ซุนเดอร์บันส์” แนวป่าโกงกางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งในอินเดียและบังกลาเทศ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด รวมทั้งเสือเบงกอลและโลมาอิรวดี แต่ป่าโกงกางที่หนาทึบช่วยลดผลกระทบจากไซโคลนบุลบุลลงอย่างมากกระนั้น ก่อนไซโคลนบุลบุลพัดขึ้นฝั่ง ทางการบังกลาเทศได้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งราว 2.1 ล้านคน ไปอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวกว่า 5,500 แห่ง ส่วนอินเดียอพยพผู้คนกว่า 120,000 คนในรัฐเบงกอลตะวันตก แต่ชาวบ้านเริ่มทยอยกลับสู่บ้านเรือนแล้วหลังไซโคลนอ่อนกำลังลง โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศเผยว่า เมื่อ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา พายุบุลบุลเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือและอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว คาดว่าจะสลายตัวไปในที่สุดทั้งนี้ พื้นที่ชายฝั่งอันลุ่มต่ำของบังกลาเทศ ที่มีประชากรอยู่กว่า 30 ล้านคน และภาคตะวันออกของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งอ่าวเบงกอลมักเผชิญพายุไซโคลนระดับรุนแรงในแต่ละปี เมื่อหลายสิบปีก่อน พายุไซโคลนคร่าชีวิตคนทั้งสองประเทศรวมแล้วนับแสนคน แม้ในระยะหลังมานี้พายุไซโคลนเกิดถี่ขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน แต่ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพายุถล่มกลับลดลงอย่างมาก เพราะมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการอพยพผู้คนที่รวดเร็วขึ้น อีกทั้งมีการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายพันแห่งตามแนวชายฝั่งเพื่อรองรับผู้อพยพ โดยเมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ พายุไซโคลน “ฟานี” พัดถล่มพื้นที่เดียวกันนี้ นับเป็นไซโคลนลูกรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี แต่มีผู้เสียชีวิตเพียง 12 คนสำหรับฤดูไซโคลนในอ่าวเบงกอล เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.จนถึงเดือน ธ.ค.โดยเมื่อปี 2542 หรือ 20 ปีก่อน “ซุปเปอร์ไซโคลน” พัดถล่มชายฝั่งรัฐโอริสสาหรือโอดิชาของอินเดีย มีผู้เสียชีวิตกว่า 10,000 คน