“...แม่รักชาย ห่วงชาย ชายก็รู้...ชายจะสู้ สุดชีวา อย่าสงสัย...จะทำตัว ให้สม แม่วางใจ...จะรักไทย กู้ศักดิ์ศรี จักรีวงศ์...จะรักหญิงที่เขา เข้าใจแม่...จะแน่วแน่ พุทธศาสน์ ถือพระสงฆ์...การสวดมนต์ไหว้พระ จะดำรง... จะมั่นคง รักชาวไทย ไม่เสื่อมคลาย...” บทพระราชนิพนธ์อันลึกซึ้งกินใจของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” ที่ทรงนิพนธ์ขึ้นถวายพระพร “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2515 คงพอสะท้อนได้ดีถึงความรักความผูกพันที่ทรงมีต่อสมเด็จแม่...สตรีผู้เทิดทูนเหนือใครในฐานะนางสนองพระโอษฐ์ “ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค” ย้อนรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามในวัยเยาว์ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” ว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าชาย” ทรงมีพระนิสัยอ่อนหวานเป็นพิเศษกับสมเด็จพระบรมราชชนนี เวลาเข้าเฝ้ามักกราบทูลเสมอว่า “ชายตามกลิ่นน้ำอบแม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน” พร้อมทั้งทรงจูบพระหัตถ์อย่างนุ่มนวล สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงสอนให้พระราชโอรสรู้จักการให้เกียรติผู้หญิง อีกทั้งทรงอบรมให้มีมารยาทเป็นคนไทย เช่น ไม่ให้ยืนค้ำศีรษะผู้ใหญ่ เวลาจะรับสั่งกับสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีต้องประทับลงเสียก่อน เมื่อได้รับพระราชทานของสิ่งไรต้องทรงกราบถวายบังคมทุกครั้งตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ” ทรงมีพระนิสัยเป็นชายเต็มที่ จะบรรทมตื่นแต่เช้าเป็นนิจสิน บางครั้งเช้ามากถึง 04.30-05.00 นาฬิกา จนพระพี่เลี้ยงต้องออกปากว่า “เวลานี้ทูลกระหม่อมไม่โปรดบรรทม แต่ต่อไปเมื่อทรงพระเจริญขึ้นมากๆ จะทรงเสียดายที่ไม่มีเวลาได้บรรทมอย่างนี้อีก”ถึงอย่างไร “ทูลกระหม่อมฟ้าชาย” ก็บรรทมไม่หลับ เพราะเคยบรรทมน้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้ว่าจะทรงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด พระพี่เลี้ยงคงให้บรรทมต่อไปมืดๆจนถึงเวลาย่ำรุ่ง แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว จึงปิดไฟถวายเพื่อให้ทรงหนังสือภาพการ์ตูนฝรั่งที่โปรด ทรงเข้าพระทัยหนังสือภาพเหล่านี้ได้ดี และยังทรงเลียนแบบนำมาเขียนเล่นบ้าง จวน 07.00 นาฬิกา จึงทรงเข้าห้องสรง เพื่อเตรียมพระองค์เสด็จลงข้างล่าง ซึ่งมีข้าราชบริพารชายน้อยๆคอยเฝ้ารอรับเสด็จอยู่“ทูลกระหม่อมฟ้าชาย” ทรงมีพระสุรเสียงอันดัง ซึ่งได้ยินก่อนเห็นพระองค์เสมอ ทรงร่าเริงแจ่มใส เมื่ออยู่ในหมู่พวกผู้ชายด้วยกัน เช่น มหาดเล็กน้อยๆ ราชองครักษ์ หรือกรมวัง พอเสด็จลงยังที่เก็บรถจักรยาน ก็ทรงเลือกไว้คันหนึ่ง แล้วจะทรงจัดให้ผู้ตามเสด็จ ส่วนพระพี่เลี้ยงสตรีนั้น ทรงสงสารที่จะต้องเหนื่อยเพราะวิ่งตาม ก็ทรงอนุญาตให้นั่งรถแบตเตอรี่ ซึ่งมีตกค้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังโปรดขับอยู่เสมอ“ทูลกระหม่อมฟ้าชาย” ช่างเสวยมาก โปรดอาหารอร่อยๆแปลกๆ จนสมเด็จพระบรมราชชนนีต้องทรงเตือน เพราะเกรงว่าจะทรงอ้วนเกินขนาดไป แต่กลับทูลตอบว่า “ยอมอ้วนดีกว่ายอมอดอาหาร” สมเด็จพระบรม ชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงอนุญาตให้พระราชโอรสและพระราชธิดา ทอดพระเนตรโทรทัศน์เฉพาะวันหยุดเรียน ถ้าบรรทมน้อยกว่า 9 ชั่วโมง ก็จะไม่ได้ทอดพระเนตร ทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์ให้พระราชโอรสเสด็จออกกลางแจ้ง เพื่อได้อากาศและแสงแดดมากที่สุด อีกทั้งโปรดให้ออกพระกำลัง เช่น ทรงฟุตบอล หรือว่ายน้ำ จนถึงเวลาเสวย “ทูลกระหม่อมฟ้าชาย” มักทรงตัดพ้อกับสมเด็จพระบรมราชชนนีว่า “เป็นลูกแม่นี่ไม่มีความสุขเลย เพื่อนๆเขายังได้ดูทีวีมากกว่าชายเสียอีก”เป็นที่ทราบกันดีว่า “ทูลกระหม่อมฟ้าชาย” ทรงเป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เพราะทรงโรแมนติก มีความละเอียดอ่อนกับความรักความอบอุ่นในครอบครัว ทรงซาบซึ้งและจดจำภาพแห่งความสุขความผูกพันในครอบครัวได้แม่นยำ ดังที่ทรงเล่าพระราชทานไว้ในนิตยสารดิฉัน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2530 ถึงเหตุการณ์ใน ความทรงจำเมื่อพระชนมายุ 8-9 พรรษา ขณะโดยเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ประพาสสวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ความตอนหนึ่งว่า“เมื่อนึกถึงตอนเด็กมีความสุขมาก ทูลหม่อมพ่อและสมเด็จแม่พาพวกเราไปนั่งรถปิกนิกกันอย่างแฟมิลี่ เมื่อนึกถึงทีไรก็นึกถึงสิ่งที่อบอุ่นเรื่องนี้ตลอดเวลา เมื่อทูลหม่อมพ่อขับรถไป สมเด็จแม่ก็จะทรงเล่าประสบการณ์ที่พระองค์ได้พบเห็นในต่างประเทศ ในต่างแดน ทรงเล่าถึงพระองค์เอง เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อติดตามท่านพ่อของพระองค์ ซึ่งไปเป็นทูตไทยประจำประเทศต่างๆในยุโรป ทรงเล่าให้ฟังว่าเมืองอังกฤษมีสนามหญ้าที่เขียวสวยงามเพียงไร ตลอดเวลาที่ลูกๆได้ฟังก็ตื่นเต้นกันมาก”.มิสแซฟไฟร์