รายงานข่าวจากสื่อมวลชนทุกแขนง เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา สรุปข้อใหญ่ใจความเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลเอาไว้อย่างสอดคล้องกันว่า...ไม่วันนี้ (จันทร์ที่ 11 พ.ค.) ก็พรุ่งนี้ (อังคารที่ 12 พ.ค.) พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักจะยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวของรัฐบาลสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ทั้งนี้ เพราะมาตรา 172 วรรค 2 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การตราพระราชกำหนดนั้น ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลบเลี่ยงได้...เท่านั้นแต่ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลแบ่งเป็น 2 ขยัก และขยักที่ 2 ซึ่งจะมีการเตรียมเงินไว้ 2 แสนล้านบาท เพื่อรองรับโครงการเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างพลังงานนั้น...ทางฝ่ายค้านเห็นว่าไม่น่าจะเข้าข่ายฉุกเฉินหรือจำเป็นรีบด่วนแต่อย่างใด?จึงจำเป็นที่จะต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความให้ชัดเจนก่อนว่าฉุกเฉินรีบด่วนจริงตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้หรือไม่?จากนี้ไปก็คงต้องรอว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาออกมาอย่างไร? และใช้เวลานานเท่าใดในการพิจารณา?จะเสร็จทันกำหนดการต่างๆที่รัฐบาลแจ้งไว้ว่าบางโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิถุนายนหรือไม่?ผมเองโดยส่วนตัวเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ทุกประการ และมีความเชื่อว่าการดำเนินงานตามที่ท่านรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงรายละเอียดไว้จะช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากภาวะวิกฤติพลังงาน อันเนื่องจากสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ได้ในระดับหนึ่งขณะเดียวกัน มองอย่างผู้ที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด แม้จะมิได้มีความรู้ลึกซึ้งอะไรมากนัก แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมมีความเชื่อเหมือนที่นักพยากรณ์ต่างๆ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ไอเอ็มเอฟ หรือ ธนาคารโลก ระบุว่า เป็นภาวะหนักหนาสาหัสที่สุดอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทยผมเองยังเชื่อว่าจะหนักที่สุดด้วยซํ้า...เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของเรายังไม่ฟื้นตัวดีพอ หลังจากที่ซวดเซมาจากการระบาดของโควิด-19แต่จะทำอย่างไรได้ เราเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญและมีกฎหมายต่างๆเป็นหลัก...เมื่อมีความเคลือบแคลงใจว่าการดำเนินการบางอย่างแม้จะบริสุทธิ์ใจและตั้งใจดี อาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่เราตราไว้...ก็ควรให้ศาลช่วยพิจารณาตัดสิน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือศาลรัฐธรรมนูญนั่นเองผมเองโดยปกติเป็นคนง่ายๆ ไม่มากเรื่องและเป็นนักประนี ประนอม...อะไรที่พอหยวนๆกันได้ ยอมๆกันได้ ก็พร้อมจะหยวนและยอมเพื่อให้การใหญ่ที่เราจะทำนั้นบังเกิดผลสำเร็จแต่บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกฎมีกติกา ซึ่งจริงๆแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ดี แม้จะดูหยุมหยิมน่ารำคาญอยู่บ้าง เราก็ต้องยอมรับแล้วค่อยไปหาโอกาสแก้กติกาในภายหลังผมจึงตั้งหัวเรื่องวันนี้ว่า เกิดในประเทศ “หัวหมอ”...ก็ต้องทำตาม “กติกา” หมอ...ขอให้กำลังใจรัฐบาลในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องของบรรดา “หัวหมอ” ทั้งหลาย และตั้งความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะกรุณาพิจารณาเรื่องนี้โดยรวดเร็วที่สุดอะไรที่รัฐบาลพอทำได้ เช่น การเตรียมการต่างๆ ก็ขอให้ทำ ไปก่อน ส่วนการจ่ายเงินจริงจังไม่ว่าโครงการอะไรก็ตาม คงต้องหยุดรอไว้จนกว่าจะชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร?ประสาคน “หัวอ่อน” ไม่ใช่คน “หัวแข็ง” และยิ่งไม่ใช่คน “หัวหมอ” ผมก็เสนอข้อคิดเห็นได้เพียงเท่านี้แหละส่วนคน “หัวหมอ” ตัวจริงของฝ่ายรัฐบาลจะแนะนำให้รัฐบาลสู้อย่างไร...ขอเชิญท่านผู้อ่านติดตามกันเอาเองก็แล้วกันนะครับ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม