กลายเป็นอีกประเด็นร้อน เมื่อกระแสกดดันให้รัฐบาลประกาศ “ยกเลิก MOU44” ดังระงมไปทั่วสารทิศ ด้วยความกังวลเรื่องการเสียอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา แต่ดูเหมือนว่าในโลกของการทูตและกฎหมายสากล เรื่องนี้อาจจะ “ไม่ง่าย” อย่างที่คิดและ...ผลลัพธ์อาจจะกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงไทยเองอย่างคาดไม่ถึงเมื่อวันวานที่ผ่านมา...สัญญาณอันตรายถูกส่งตรงมาจากกรุงพนมเปญ เมื่อรัฐมนตรีของกัมพูชาออกประกาศชัดเจนว่า หากไทยตัดสินใจฉีกบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ “MOU 44” ทิ้งจริง กัมพูชาที่เพิ่งให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS 1982...พร้อมจะหงายการ์ดใบสำคัญ นั่นคือการยื่นคำร้องต่อสหประชาชาติ เพื่อขอเข้าสู่กระบวนการ “Compulsory Conciliation” หรือ “การสมานฉันท์ภาคบังคับ”“thaiarmedforce.com” เฟซบุ๊กเพจเกี่ยวกับข้อมูล ข่าวสาร บทวิเคราะห์เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และความมั่นคงของกองทัพไทยทุกเหล่าทัพ รวมถึงข่าวสารทางทหารต่างประเทศ ระบุว่า กัมพูชาประกาศว่าถ้าไทยยกเลิก MOU44 จะแจ้ง UNCLOS เพื่อขอให้ดำเนินการกำหนดเขตแดนไทยกัมพูชาตามหลัก Compulsory Conciliation ซึ่งไทยจะถูกบังคับให้เข้าร่วมไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยจะมีคณะกรรมการมาลากเส้นเขตแดนให้ ซึ่งทำให้อย่างไรก็ตามไทยจะไม่ได้เส้นเขตแดนทางทะเลเดิมตามที่ไทยอ้างสิทธิ์ และอาจกระทบไปยังพื้นที่อื่นด้วย เช่น พื้นที่ JDA ไทย-มาเลเซีย ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายที่เชียร์ให้ยกเลิก MOU44 นั้นเข้าใจกลไกนี้หรือยัง ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจให้ข้ามไปอ่านข้อ 6 และ 7 เลยข้อ 6.จะเห็นได้ว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับแล้ว ก็คล้ายกับการที่ต้องไปขึ้นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเล แม้ว่ารายงานของคณะกรรมการจะไม่เหมือนคำพิพากษาศาลโลกที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด แต่รายงานนั้นก็จะต้องเป็นพื้นฐานในการเจรจานั่นหมายถึงจะต้องเจรจาพื้นฐานของหลักการที่รายงานวางไว้ ซึ่งในกรณีนี้ค่อนข้างแน่นอนว่า ไม่ว่าด้วยวิธีใดไทยก็ไม่สามารถได้เส้นเขตแดนทางทะเลและเส้นอ้างสิทธิ์ตามที่ไทยยึดถือแน่นอน ไม่ว่าจะอ้างว่าไทยประกาศเส้นตามพระบรมราช โองการในปีไหนก็ตามและมีความเป็นไปได้สูงที่คณะกรรมการจะกำหนดให้ “ไทย” และ “กัมพูชา” ต้องเจรจาเส้นเขตแดนโดยใช้เส้นมัธยะ ซึ่งแม้จะแก้ปัญหาการลากเส้นบริเวณเกาะกูดที่ผิดพลาดของกัมพูชาได้ แต่ในโซนอื่นนั้นไทยจะต้องขยับเส้นอ้างสิทธิถอยออกมาอย่างน้อยไปตามเส้นมัยธะค่อนข้างแน่นอน7.ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือ ถ้าคณะรัฐมนตรีไทยตัดสินใจยกเลิก MOU44 ไม่ว่าด้วยวิธีใด และถ้ากัมพูชาตัดสินใจยื่นเรื่องต่อ UNCLOS ให้เริ่มกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ ไทยไม่มีทางเลือก นอกจากจะต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ ถ้าตกลงกันไม่ได้อีก...ไทยและกัมพูชาจะถูกบังคับให้ยื่นเรื่องสู่ศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ แต่ถ้าตกลงกันได้ก็จะสามารถจบประเด็นข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนในทะเลได้ ...แต่จะค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างไรไทยจะไม่ได้เขตแดนตามเส้นที่ไทยอ้างฝ่ายเดียวแน่นอน โดยประเด็น “เกาะกูด” น่าจะจบลงโดยสมบูรณ์ แต่ไทยน่าจะต้องยอมรับเส้นเขตแดนตามเส้นมัธยะไม่ใช่เส้นที่ไทยอ้างซึ่งไม่รู้ว่า ฝ่ายที่คัดค้าน MOU44 และบอกว่าไทยจะเสียดินแดน ไปจนถึงรัฐบาลและ สมช.นั้นเข้าใจกลไกของ UNCLOS ดีหรือไม่ และการตัดสินใจยกเลิก MOU44 แม้จะไม่ส่งผลร้ายแรงเหมือนการยกเลิก MOU43 แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยสละกลไกทวิภาคีที่ไทยยืนยันจะใช้มาโดยตลอดและ...พร้อมเข้าสู่กลไกนานาชาติ ซึ่งอาจจะจบที่ “ศาลโลก” หรือ...ถ้าไม่จบที่ศาลโลกก็จะมีคนมาช่วยลากเส้นเขตแดนให้ไทย จะอ้างพระบรมราชโองการว่าไทยประกาศเส้นเขตแดนทางทะเลแล้วไม่ได้ หรือจะใช้กำลังทหารยึดครองก็ไม่สามารถทำได้แต่ถึงที่สุดแล้ว การลากเส้นตามเส้นมัธยะก็ถือเป็นเส้นที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว ซึ่งไทยและกัมพูชาจะมีได้มีเสียแน่นอน ไม่มีใครได้ทั้งหมด และจะทำให้ประเด็นเขตแดนทางทะเลจบลงโดยไวในเวลาไม่กี่ปี แค่จบลงโดยไม่ได้ลากตามเส้นที่ไทยกำหนดเท่านั้นหากใครยังนึกภาพไม่ออกว่า “สมานฉันท์ภาคบังคับ” ร้ายแรงแค่ไหน ให้ดูตัวอย่างกรณี ติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ในปี 2016 ออสเตรเลียที่ดูเป็นยักษ์ใหญ่พยายามคัดค้านทุกทาง แต่อ้างสิทธิ์พื้นที่พลังงาน Greater Sunrise สุดท้ายถูกคณะกรรมการฯ สั่งให้ใช้เส้นมัธยะ (Median Line) เป็นบรรทัดฐานผลคืออะไร? จากที่ออสเตรเลียเสนอจะแบ่งรายได้ 50/50 สุดท้ายต้องจำใจยอมแบ่งรายได้ให้ติมอร์เลสเตสูงถึง 70-80% และเสียแหล่งก๊าซอีกหลายแห่งไปอย่างถาวร นี่คือพลังของ “รายงานสมานฉันท์” ที่แม้กฎหมายจะบอกว่าไม่ผูกพัน แต่ UNCLOS บังคับว่าต้องใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจา ถ้าคุยไม่จบ ก็ต้องไปจบที่ศาลโลกอยู่ดีเอาว่า...“MOU 44” ที่ฝ่ายชาตินิยมอยากจะรื้อทิ้ง แท้จริงแล้วคือ “เกราะป้องกัน” ชั้นดี เพราะเป็นกลไกทวิภาคี (คุยกันเองสองคน) ที่ช่วยให้ไทยเลี่ยงการถูกลากเข้าสู่กระบวนการสากลได้ แต่ถ้าเราฉีกทิ้งเมื่อไหร่เท่ากับเราทุบหม้อข้าวตัวเอง เปิดช่องให้กัมพูชาดึงเราไปขึ้น “เขียง” ที่กรุงเฮกทันที โดยมีคณะกรรมการ 5 คน (ฝ่ายละ 2 และคนกลาง 1) มานั่งลากเส้นเขตแดนให้เราใหม่ในเวลาเพียง 12 เดือนสุดท้าย...สิ่งที่ต้องตระหนักคือการล้มกระดาน MOU44 ครั้งนี้ อาจไม่ใช่การทวงคืนอธิปไตยอย่างที่ตั้งเฝ้าฝัน บทสรุปนี้...จะกลายเป็นการ “เสียดินแดน” หรือ “ความยุติธรรมสากล” อยู่ที่ว่าวันนี้เราเข้าใจเกม “กฎหมายทะเลโลก”...ดีพอหรือยัง?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม