สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอุด ประมุขแห่งราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เจ้าหญิงรีมา บิน บันดาร์ อัล ซาอุด พระชันษา 44 ปี ให้ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการแทน เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด พระอนุชาในเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทรงมารับตำแหน่ง รมช.กลาโหม เท่ากับ เจ้าหญิงรีมา บิน บันดาร์ อัล ซาอุด เป็นผู้หญิงคนแรกซึ่งประเทศซาอุดีอาระเบียแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เอกอัครราชทูตทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหญิงรีมา ทรงเป็นพระธิดาในเจ้าชายบันดาร์ บิน อัล ซาอุด สมาชิกราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย และอดีตเอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำสหรัฐฯ ในช่วงปี 2526-2548 เจ้าหญิงรีมา ทรงใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กในสหรัฐฯ และทรงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันของสหรัฐฯ สาขาศิลปศาสตร์ เอกพิพิธภัณฑ์ศึกษา ก่อนเสด็จกลับซาอุฯ เมื่อปี 2548 ทรงทำงานทั้งในภาครัฐและเอกชน เสกสมรสกับเจ้าชายไฟซัล บิน เตอร์กี บิน นาสเซอร์ บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอุด พระราชนัดดาของสุลต่านบิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอุด อดีตมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียผู้ล่วงลับเจ้าหญิงรีมาทรงมีทายาท 2 พระองค์ ก่อนทรงหย่าร้างกับเจ้าชายไฟซัล บิน เตอร์กี ในปี 2555 ทั้งนี้ เจ้าหญิงรีมาทรงได้รับการยกย่องในฐานะผู้ทรงมีบทบาทด้านสิทธิสตรีในซาอุฯ พร้อมจัดตั้งองค์กรสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคมะเร็งเต้านม ทั้งทรงเป็นสตรีคนแรกที่ได้ตำแหน่งในสมาพันธ์การกีฬาของซาอุฯ พร้อมเป็นสมาชิกคณะกรรมการโอลิมปิกของซาอุฯเช่นกันการแต่งตั้งเจ้าหญิงรีมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำสหรัฐฯครั้งนี้ มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์มึนตึงระหว่างสหรัฐอเมริกากับซาอุดีอาระเบีย หลังเหตุการณ์อุ้มฆ่านายจามาล คาช็อกกี นักข่าววอชิงตันโพสต์ ชาวซาอุฯภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ประจำนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2560 ที่ทำให้เกิดกระแส ความไม่พอใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองสหรัฐฯที่เรียกร้องให้รัฐบาลซาอุฯแสดงความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับรายงานของหน่วยข่าวกรองกลางแห่งชาติสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ที่ตั้งข้อสงสัยว่ามกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน อาจบงการอยู่เบื้องหลัง ขณะที่รัฐบาลซาอุฯยอมรับเพียงว่า นายคาช็อกกี ถูกฆาตกรรมในสถานกงสุลซาอุฯ และยืนยันว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน ไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด