ความฟูเฟื่องของ “โรบอต” ในอุตสาหกรรมหลายๆประเทศที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สิ่งทอไปถึงรถยนต์ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตของทั่วโลก กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่ “น่ากลัว”...น่ากลัวจะตกงานสำหรับมนุษย์ที่มีลมหายใจอย่างเราๆเพราะจากคำกล่าวเตือนของ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ของสหประชาชาติ ที่บอกไว้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานในกัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย หรืออย่างน้อยๆ 137 ล้านคนเสี่ยงว่างงานจากการนำเครื่องจักรมาใช้แทนคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า!!!!ด้าน สมาพันธ์หุ่นยนต์ระหว่างประเทศ ประเมินว่า ปีหน้าจะมีหุ่นยนต์จักรกลอีก 250,000 เครื่องเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อรองรับศักยภาพการผลิตรถไฟฟ้าและเครื่องจักรกลใหม่ๆตามด้วยคำแถลงการณ์ของ ดร.อเล็กซานดรา แชนเนอร์ หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยธรรม ในนามของบริษัท Verisk Maplecroft ธุรกิจด้านวิจัยและประเมินความเสี่ยงประเทศ ที่มีสำนักงานอยู่ที่อังกฤษว่า“ถ้าไม่มีมาตรการที่หนักแน่นจากภาครัฐที่จะปรับตัวเข้าหาและให้การศึกษากับคนรุ่นต่อไปในอนาคตเพื่อให้ทำงานควบคู่กับเครื่องจักรกล ก็จะเกิดการแข่งขันไปสู่จุดเสื่อมหรือจุดต่ำสุด (race to the bottom) คือการลดค่าแรงให้ถูกลงกับมาตรฐานความเป็นอยู่แย่ลงของคนงานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ” ลำดับความเสี่ยงต่อมาก็คือเรื่อง การกดขี่แรงงาน การลอบค้ามนุษย์ในกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือจากสายการผลิตแบรนด์สินค้าต่างๆ จะผุดจากที่มีอยู่เดิมมากขึ้นกลายเป็นทาสยุคใหม่“มีการพูดจาถกเถียงถึงเรื่องผลกระทบของหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาทำงานแทนที่คนกันมากมาย แต่ไม่ค่อยพูดถึงผลลัพธ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่น่าจะตามมาเลย”โดยอาชีพเกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง อุตสาหกรรม งานก่อสร้าง ธุรกิจค้าปลีกและงานบริการเป็นภาคที่แรงงานเสี่ยงที่จะถูกหุ่นยนต์เข้าไปแทนมากที่สุด แล้วยิ่ง สาวโรงงานทอผ้า สิ่งทอและรองเท้าในหลายๆประเทศ เช่น กัมพูชากับเวียดนาม เป็นอาชีพที่น่ากลัว (ตกงาน) สุด โดยเฉพาะเวียดนามที่คาดว่า 36 ล้านคนจะออกมาเตะฝุ่น...ฝันร้ายกำลังเป็นจริงแล้ว!!!!ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ