เมื่อ 9 ก.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ประกาศเสนอชื่อนายเบรตต์ เควานอห์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งดิสทริคต์ ออฟ โคลัมเบีย วัย 53 ปี อดีตที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาคนใหม่ แทนนายแอนโธนี เคนเนดี วัย 81 ปี ซึ่งประกาศเกษียณอายุเดือนที่แล้วและจะพ้นตำแหน่งฤดูร้อนนี้ โดยทรัมป์ชมเชยเควานอห์ว่าเป็น “ผู้พิพากษาที่ฉลาดหลักแหลม” นับเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาคนที่ 2 ที่ทรัมป์เป็นผู้เลือก หลังตั้งนายนีล กอร์ชัช วัย 50 ปี เมื่อปีที่แล้วการตั้งเควานอห์จะทำให้มีผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมแนวทางเดียวกับพรรครีพับลิกันของทรัมป์อยู่ในศาลฎีกาซึ่งมีสมาชิก 9 คนมากขึ้น แม้ปัจจุบันศาลฎีกาซึ่งครองตำแหน่งตลอดชีพมีผู้พิพากษาสายอนุรักษ์ฯครองเสียงข้างมาก 5-4 คน โดยศาลฎีกามีอำนาจสูงสุดตัดสินชี้ขาดกฎหมายที่เป็นที่ถกเถียงและข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐบาลกลาง และตัดสินเรื่องสำคัญ เช่น การทำแท้ง โทษประหารชีวิต สิทธิของผู้ลงคะแนน นโยบายผู้อพยพ ฯลฯอย่างไรก็ตาม เควานอห์ต้องผ่านการรับรองจากวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากเหนือพรรคเดโมแครตแค่ 51-49 เสียง จึงจะรับตำแหน่งได้ คาดว่าพรรคเดโมแครตจะวิ่งเต้นล็อบบี้ส.ว.ขัดขวางเขาสุดกำลัง ส่วนนักวิเคราะห์ชี้ว่าที่เควานอห์ถูกเลือกอาจเป็นเพราะเคยเขียนบทความทบทวนกฎหมายรัฐมินเนโซตาในปี 2552 ชี้ว่าประธานาธิบดีไม่ควรถูกสอบสวนคดีอาญาและคดีแพ่งขณะดำรงตำแหน่ง ขณะที่ศาลฎีกาอาจต้องตัดสินคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ และทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าพัวพันด้วย ซึ่ง “เอฟบีไอ” กำลังสอบสวนอยู่ส่วนวิกฤติการเมืองอังกฤษ นายบอริส จอห์นสัน รมว.ต่างประเทศ ได้ลาออกอีกคน เพราะไม่เห็นด้วยกับแผนยุทธศาสตร์ถอนตัวอังกฤษจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ “เบร็กซิต” ของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ที่คณะรัฐมนตรีลงนามรับรองเมื่อ 6 ก.ค. เนื่องจากเห็นว่าอ่อนข้อให้อียูเกินไปเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าหลังอังกฤษถอนตัวจากอียูใน 29 มี.ค. 2562 โดยจอห์นสันชี้ว่าแผนเบร็กซิตของนางเมย์เป็นแบบครึ่งๆกลางๆก่อนหน้านี้ 1 วัน นายเดวิด ดาวิส รมว.เบร็กซิต และ รมช.เบร็กซิต 3 คนก็ลาออกด้วยเหตุเดียวกัน ทำให้นางเมย์ตกที่นั่งลำบาก ทั้งนี้ นางเมย์ได้ตั้งนายเจเรมี ฮันต์ รมว.สาธารณสุข เป็น รมว.ต่างประเทศคนใหม่แทนนายจอห์นสัน และตั้งนายโดมินิก ราบ เป็น รมว.เบร็กซิตแทนนายดาวิส โดย ครม.ชุดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายกลางที่สนับสนุนนางเมย์ได้เปิดประชุมพิเศษใน 10 ก.ค.