หลายวันมาแล้วครับ ที่ตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.30-21.30 น. ของทุกวัน ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย และ ดร.วริศรา เกษมศรี “ไลฟ์สด” สังคม การเมืองระหว่างประเทศและท่องเที่ยวไปในดินแดนต่างๆในรายการ “สบายๆ สไตล์นิติภูมิธณัฐ” ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ @nitiphumthanat1959 ท่านใดจะดูสด ดูย้อนหลัง ก็ได้ครับในหลายประเทศ นายทุนชาติจับมือกับขุนศึก โดยให้ขุนศึกทำหน้าที่เข้าควบคุมกุมอำนาจการเมือง ส่วนนายทุนชาติก็เข้ากุมขยุ้มกิจการต่างๆเข้ามาไว้ในอาณาจักรของตน นำความเดือดร้อนมาสู่ประชาชน โดยเฉพาะคนยากจนไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร เพราะสื่อสาร มวลชนทั้งหลายอยู่ได้ก็เพราะโฆษณาจากบริษัทใหญ่นายทุนชาตินายทุนชาติเคยกวาดพวกร้านโชห่วยจนเกลี้ยงประเทศ ผู้คนตกงานเป็นล้าน คนไหนที่ยังพอสู้ไหว ก็ไปซื้อรถปิกอัพแปลงมาทำเป็นรถขายของชำเคลื่อนที่ วันนี้ นายทุนชาติทั้งหลายก็ทำสไตล์คล้ายกัน กระโจนเข้าไปทำรถขายของชำเคลื่อนที่ เฮ้ย นี่เอ็งจะตัดมือตัดไม้ไม่ให้คนจนได้มีที่ยืนอยู่บนโลกนี่ทีเดียวหรือ พวกเอ็งนี่อำมหิตมากผู้ใหญ่หลายคนที่ผมรู้จักโทรศัพท์ไปสอบถามตามข่าวผู้คนในรัฐบาลว่า พวกคุณกล้ายืนดูนักมวยรุ่นเฮฟวีเวทต่อยกับเด็กอายุสิบขวบบนเวทีเดียวกันหรือ? เด็กไม่มีทางชนะดอก เหมือนพวกท่านปล่อยให้บริษัทนายทุนชาติขนาดใหญ่ลงไปทำมาหากินแข่งกับคนท้องถิ่น คนท้องถิ่นไม่มีทางชนะดอก ท่านอธิบดีและรองอธิบดีเหล่านั้น ท่านอ้างการค้าเสรี อ้างประชาธิปไตย อ้างควาย อ้างวัว จนสัตว์พวกนี้มาเดินมั่วอยู่เต็มรูหูทั้งสองข้างในหลายประเทศ หน่วยงานรัฐ เอกชน และผู้คนจะไม่ยอมให้การผูกขาดและการมีอำนาจเหนือตลาดโดยไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นง่ายดายนะครับ Cineplex 21 Groups ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของอินโดนีเซีย โดนฟ้องเรื่องอย่างนี้มาแล้ว แม้แต่บริษัท PT Garuda Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซีย ก็เคยโดนลากขึ้นศาลเพราะไปใช้อำนาจเหนือตลาดโดยไม่เป็นธรรมในระบบการจองตั๋วเครื่องบินข้าราชการและนักการเมือง รวมทั้งผู้บริหารของบ้านเมืองอื่นไม่ยอมให้บริษัทใหญ่รังแกบริษัทเล็กในท้องถิ่น ไม่กี่ปีก่อน บริษัทคาร์ฟูร์ ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่ฝรั่งเศสเข้าไปควบรวมกิจการบริษัทขายปลีกท้องถิ่นของอินโดนีเซีย ทำให้คาร์ฟูร์มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 และมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด เท่านี้เองครับ ก็มีทั้งหน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีอินโดนีเซียฟ้องร้องและลากบริษัทคาร์ฟูขึ้นศาลมาแล้วเช่นกันบริษัทจัดหางานสิงคโปร์ 16 แห่ง แอบมาพบกันเพื่อกำหนดเงินเดือนของคนงานอินโดนีเซียที่จะมาทำงานเป็นแม่บ้าน เท่านี้ก็ขึ้นศาลแล้วครับ ข้อหาว่าไปทำลายกระบวนการแข่งขัน และทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคถูกจำกัดให้เหลือน้อยลง โดนตัดสินว่าทำผิดกฎหมายและถูกปรับรวมกันเป็นเงิน 152,000 เหรียญสิงคโปร์มีมากมายหลายสิบนับร้อยคดีที่ผมนั่งอ่านในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา ที่หน่วยงานราชการ เอ็นจีโอ รวมทั้งประชาชนคนในประเทศต่างๆ ไม่ยอมให้มีการผูกขาด ไม่ยอมให้บริษัทใหญ่ไล่ล่าบริษัท หรือเข้ามาตัดมือตัดไม้ทำลายการทำมาหากินของประชาชนคนรากหญ้าในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด หน่วยงานรัฐจะเป็นฝ่ายออกหน้า นำไปฟ้องร้องให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดการกระทำและลงโทษ มีบางกรณีที่ศาลหูตาไม่กว้างไกลในการมองเห็นถึงภัยของการเข้ามาฮุบตลาด ก็ตัดสินให้ฝ่ายประชาชนแพ้ หน่วยงานของรัฐก็จะใช้หางตาซ้ายชำเรืองไปสบตาประชาชน ส่งสัญญาณให้ประชาชนคนทั่วไปออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวกดดันในหลายประเทศจะไม่ยอมให้คนจากองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับการบริหารงานของรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของบริษัทใหญ่ ประชาชนและสื่อมวลชนก็จะเฝ้าระวังเรื่องการมีอำนาจเหนือตลาด หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ควบรวมกิจการที่ตั้งใจจะลดการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายหนึ่งหรือหลายรายบ้านเรามีบริษัทแจกเงินแจกรถ มีพฤติกรรมชัดเจนที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด บริษัทค้าปลีกบางรายไปบังคับผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็กทางอ้อมบางรายจ่ายเงินให้สื่อมวลชนเป็นรายเดือนเพื่อให้เขียนทำลายชื่อเสียงของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่เป็นคู่แข่งขัน...นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com