ทำเอานักแสดงหนุ่ม “เจ้านาย–จินเจษฎ์ วรรธนะสิน” ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลังได้มาร่วมแสดงนำใน “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ภาพยนตร์สุดอบอุ่นฮีลใจด้วยความรักจากเจ้าหมาจรตัวขาวจมูกชมพูที่เดินทางตามหาความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ จาก GDH ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองของ 3 ผู้กำกับ โดยโปรดิวเซอร์ วัน–วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ และ บาส พูนพิริยะ งานนี้ “เจ้านาย” ต้องร่วมงานประกบนักแสดงสี่ขารุ่นใหญ่ อย่าง “ลุงหิมะ” ผู้รับบท “โกฮังวัยแก่” ภายใต้การกำกับของ “อัตต้า–อัตตา เหมวดี” จากคนรักสัตว์ที่ไม่เคยทำงานกับสัตว์อย่างจริงจัง “เจ้านาย” ได้เรียนรู้วิชาความ “ใจเย็น” พร้อมการทำงานกับนักแสดงสาว ตู–ต้นตะวัน ตันติเวชกุล เลยชวน “เจ้านาย” มาคุยวันนี้ที่เติบโต เริ่มจาก...เล่าบทบาทของเราในหนังเรื่องนี้หน่อย“ในพาร์ตของผม ผมรับบทเป็น “เปเล่” ครับ เขาเป็นเด็กศิลปะที่ค่อนข้างตามใจตัวเองรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรหรือไม่ต้องการอะไร และพยายามใช้ชีวิตอยู่รอบๆความต้องการนั้น เขาไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านก็คือตัวละคร ใจดี (รับบทโดย ตู ต้นตะวัน) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันครับ น้องหมาในเรื่องชื่อ “โกฮัง” ครับ แต่หนังเรื่องนี้จะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ต โดยผู้กำกับ 3 คน ในพาร์ตของผม ซึ่งกำกับโดย พี่อัตต้า–อัตตา ผมจะไม่รู้ที่มาของน้องหมาตัวนี้มาก่อน ในพาร์ตนี้เขาเลยจะชื่อว่า “หิมะ” ครับ เรื่องราวเล่าผ่านคู่คนรุ่นใหม่สองคนที่ความสัมพันธ์ก้ำกึ่งว่าจะรักหรือจะกั๊กกันดี โดยมีเจ้าหิมะเข้ามาอยู่ด้วย อยากให้ติดตามครับว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น” ตัวละคร “เปเล่” เหมือนหรือต่างจากตัวจริงของเจ้านายยังไง? “ค่อนข้างไกลตัวมาก เพราะตัวจริงผมเป็นคนชอบคิด ชอบจินตนาการถึงสถานการณ์ต่างๆในอนาคต แต่เปเล่จะเป็นคนสบายๆ ไม่มีความตึงเครียด มีความเป็นเด็กสูง ไม่สนใจโลกภายนอกนอกจากสิ่งที่เขารักคือศิลปะ เขาชอบอยู่ที่เดิม ซึ่งต่างจากผมที่มักจะคิดว่าเราจะเอาสิ่งนี้ไปพัฒนาชีวิตต่อได้อย่างไร” ได้มารับบทนี้ได้อย่างไร? “ผมเข้ามาแคสติ้งตามปกติช่วงนั้นผมยังทำผมสีชมพูอยู่ช่วงปล่อยเพลง ต้องเล่านิดนึงมันขำมาก แคสต์เสร็จด้วยความหวังดีผมเลยไปย้อมผมสีขาวเพื่อให้ตรงกับสีขนน้องหมา ผ่านไปเดือนนึงเขาเรียกไปคุย พี่วัน โปรดิวเซอร์บอกว่าพี่ชอบผมสีชมพูในเทปที่มาแคสต์มาก กลับไปทำสีเดิมนะ เลยได้เล่นหนังในลุคผมสีชมพู แปลกใหม่มากสำหรับผมครับ”เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานร่วมกับน้องหมาหรือเปล่า ยากมั้ย?“ครั้งแรกในชีวิตเลยครับ ไม่เคยถ่ายงานร่วมกับสัตว์มาก่อนเลย แม้กระทั่งโฆษณา แต่ที่บ้านผมเลี้ยงสัตว์อยู่แล้วครับ ทั้งเต่า นก แฮมสเตอร์ กระรอกบิน ผมเป็นคนรักสัตว์ครับ ตอนแรกผมก็กังวลว่ามันจะยาก แต่ผมบอกตัวเองว่าถ้าเราไปตีกรอบว่ามันยากตั้งแต่แรก เราจะทำงานลำบาก โชคดีที่ทาง GDH ให้มีการเวิร์กช็อปกันก่อน ผมได้เห็นเสน่ห์ของน้องหมาเพิ่มขึ้น การเล่นกับเขาก็เหมือนเล่นกับเด็กคนหนึ่งที่เราต้องคอยดูอารมณ์เขา เพราะเราสั่งเขาไม่ได้ทุกอย่าง เราซ้อมกันเป็นซีนเลย เพื่อดูรีแอ็กชันของ “หิมะ” พี่อัตต้าและทีมงานพยายามอำนวยความสะดวกให้น้องหมามากที่สุด เพื่อให้ได้ความเรียลและความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเจ้าหิมะเป็นหมาจรจริงๆมาก่อน ยิ่งทำให้เราได้มุมมองที่อยากนำเสนอในเรื่องนี้มากขึ้นครับ วันแรกที่เจอเขาดูเหมือนคุณลุงอ่อนแรงครับ พี่บาส นัฐวุฒิไปเจอน้องถูกทิ้งไว้ที่ตลาดเชียงใหม่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง แต่พอได้มาถ่ายหนัง สุขภาพเขากลับดีขึ้นเรื่อยๆ วิ่งเก่งขึ้นจนล่าสุดเห็นคลิปเขาวิ่งควบได้แล้ว ผมอิ่มใจมากครับ ในกองจะมีทั้งครูฝึก พยาบาลสัตว์ และเต็นท์ดูแลอย่างดี ผมว่าการได้ออกมาออกกำลังกายตอนถ่ายทำมีส่วนช่วยให้เขาแข็งแรงขึ้นด้วย” ต้องปรับตัวตามน้องหมาเยอะมั้ย?“ต้องตามใจนักแสดงนำเขาเลยครับ ทุกแผนกต้องใช้ความใจเย็นเพิ่มขึ้นอีกขั้น สมมติว่าน้องหมาเริ่มอึดอัดหรือไม่อยากนั่งนิ่งๆแล้ว ทุกคนก็ต้องให้เขาพัก 15 นาที แต่เราก็ต้องสแตนบายอยู่ตรงนั้นตลอด เพราะถ้าเขาพร้อมเมื่อไหร่เราต้องเริ่มทันที เป็นความสนุกและเป็นวิชาใหม่ในการแสดงสำหรับผม” สิ่งที่ยากที่สุดในการถ่ายทำคืออะไร? “คือเรื่องของ “เวลา” เราต้องรอความธรรมชาติของน้องหมา สมาธิหลุดไม่ได้เลยในช่วงพักผมต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ยิ่งเราหลุดเข้าไปในโลกของการแสดง เรายิ่งมองหาทริกใหม่ๆในการเตรียมตัวให้ดีขึ้น” การทำงานกับผู้กำกับอัตต้า–อัตตา เป็นอย่างไร?“พี่อัตต้ากำกับด้วยความ “นุ่มนวลอย่างหนักแน่น” ครับ เขาตรงประเด็นและให้อิสระนักแสดงแชร์ไอเดียเยอะมาก ทำให้เราก้าวข้ามความกลัวหรือความเขินไปได้ เพราะเราอยากให้งานออกมาดีที่สุด คุยกันว่าอยากได้ความเป็นธรรมชาติจริงๆ เพราะหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับความรักวัยรุ่นและความรักที่มีต่อสุนัข ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ปลอมไม่ได้ พี่เขาละเอียดมากและคอยปรับจูน” ทำงานร่วมกับ “ตู ต้นตะวัน” ล่ะ? “ตูเก่งมากครับ ตั้งแต่วันเวิร์กช็อป พี่อัตต้าให้ลองเล่นเลย ตูก็ใส่เต็มที่ เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสมาธิหน้างานมาก มีความจริงจังและตั้งใจสูง ซึ่งผมชอบมาก เพราะมันทำให้เกิด Magic ในการแสดง เขาดูเซียนกล้องมากจนทำให้ผมลืมรอบข้างและกลายเป็นตัวละครได้จริงๆ” เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มมีกระแสของหนัง หลายคนกังวลว่าเรื่องนี้หมาจะตายมั้ย? “ผมว่าไม่อยากให้โฟกัสแค่จุดนั้น พี่อัตต้าเคยบอกว่าคุณภาพของหนังไม่ได้วัดกันที่หมาตายหรือไม่ตาย แต่อยากให้ดูอารมณ์โดยรวม ความซึ้ง ความอบอุ่น หรือหยดน้ำตาที่เกิดจากความสุข หนังเรื่องนี้แตะทุกรสชาติครับ อยากให้ทุกคนเปิดใจเข้ามาลองดู” หนังเรื่อง “โกฮัง” ให้อะไรกับเจ้านายบ้าง? “ได้ความรักในมิติใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นครับ คือความรักที่มีต่อน้องหมา หลังจากถ่ายจบผมเริ่มขโมยหมาแมวของแม่มาเลี้ยงในห้องตัวเอง (หัวเราะ) และอินกับประเด็นหมาจร มากขึ้น หมาจรก็คู่ควรกับความรักเหมือนมนุษย์ พี่บาสบอกผมว่าเรามองว่าเราคือบ้านให้หมาจรจัด แต่จริงๆหมาจรจัดก็เป็นบ้านให้เราได้เหมือนกัน”ผลงานเพลงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?“ตอนนี้ผมมาร่วมงานกับบ้าน Sony Music ครับ เป็นก้าวที่เติบโตขึ้น จากเมื่อก่อนที่เราทำกันเองในครอบครัว ตอนนี้เราได้ทำงานกับทีมงานที่มีหลายแผนกมากขึ้น ได้เรียนรู้ว่าวงการกว้างกว่าที่คิด ได้ไปงานประกาศรางวัลต่างๆเป็นครั้งแรก สนุกมากครับ มองกลับไปก็ต้องขอบคุณคุณพ่อเจ เจตรินที่สอนเรื่องโลกความเป็นจริงมากๆ ให้เข้าใจโครงสร้างธุรกิจว่าทุกอย่างต้องมีระบบและอย่าตกใจกับปัญหาที่จะเข้ามา ให้เช็กตัวเองอยู่เสมอว่าเรายังรักสิ่งนี้มั้ย ทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลง ผมลองทำเองมา 7-8 ปีแล้วพอได้ย้ายเข้าบ้านหลังใหญ่ก็รู้สึกว่าเรายังชอบทำงานตรงนี้อยู่ ไม่ว่าจะในมุมไหนก็ตาม” ทิศทางเพลงในปีนี้จะเป็นอย่างไร? “อยากรวมเพลงให้เป็นก้อนมากขึ้นครับ หลังปล่อยออกมา 2-3 เพลงแล้ว คาดว่าช่วงกลางปีน่าจะทำเป็น EP Album ออกมาให้แฟนๆได้ฟังกัน ขอบคุณแฟนๆทุกคนและเพื่อนๆในโซเชียลที่หยิบเพลงไปใช้กันเยอะมาก มันทำให้ผมกลับมาสนุกกับการทำเพลงอีกครั้ง พอไปงานแล้วมีรุ่นพี่บางคนที่ปกติเขาไม่ค่อยชมใคร เดินเข้ามาบอกว่า “เฮ้ย เพลงนี้ได้ว่ะ” แค่นี้ก็อิ่มใจไปหลายวัน มันคือเป้าหมายที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ มีช่วงที่ผมทำอะไรซ้ำๆ มองข้าม ความสนุกไปครับ ผมไปโฟกัสที่ผลสำเร็จหรือตัวเลขมากเกินไปจนลืมความสนุกหน้างาน ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ ทั้งเรื่องการนอนการกิน และสุขภาพจิตครับ” ชีวิตตอนนี้มีความสุขและพอใจมากแค่ไหน? “ตอนนี้สนุกมากครับ ตัดสิ่งที่ลดประสิทธิภาพในการทำงานออก เช่น การไปแฮงเอาต์ที่มากเกินไป แล้วเปลี่ยนมาเติมพลังนั่งกินข้าวกับพ่อแม่ บางทีคิดงานไม่ออกแค่กอดพ่อแม่ทีเดียว ไอเดียก็พรั่งพรูออกมาเลย บางทีผมก็จริงจังเกินไป แล้วก็ลืมสนุกกับชีวิต”รู้สึกยังไงที่ ณ วันนี้ เจ้านายถูกมองเห็นตัวตนจริงๆของเราผ่านผลงาน? “ดีใจและขอบคุณมากครับ ชื่อของผมกลมกลืนไปกับชื่อนักแสดง ไม่ได้แยกประเภทว่าเป็นแค่ลูกดาราหรืออะไร ผมก็ไม่ได้รู้สึกดีหรือไม่ดีนะ มันทำให้เห็นว่าผมทำงานอย่างจริงจัง” มองย้อนกลับไปจากวันแรกจนถึงวันนี้ ตัวเราเปลี่ยนไปแค่ไหนและมีอะไรที่ยังเหมือนเดิม? “ในหัวผมยังรู้สึกว่าตัวเองอายุ 16 อยู่เลยครับ (หัวเราะ) เพิ่งถามแม่ปิ่นไปไม่นานนี้เองว่าแม่ “ผมยังบ้าๆบอๆได้อยู่มั้ย” แม่ตอบกลับมาว่า “ไม่น่าแล้วนะลูก” (หัวเราะ) แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือผมยังเป็นคนสนุกเหมือนเดิม ชอบเจอผู้คน และชอบเรียนรู้วิชาใหม่ๆ ส่วนที่เพิ่มขึ้นคือความใจเย็นในการตัดสินใจ เมื่อก่อนผมจะสปอยล์ตัวเอง อยากแก้อะไรก็ต้องแก้เดี๋ยวนี้ แต่ตอนนี้ผมให้เวลากับความคิดมากขึ้นเพื่อให้ได้คำตอบที่ดีกว่าเดิม สนุกขึ้นในการทำตรงนี้” แล้วเรื่องความรักตอนนี้ล่ะ? “โสดครับ ผมทำงานอย่างเดียว” ความรักเลือกเยอะขึ้นไหม? “ไม่เลือกครับ (หัวเราะ) ธรรมชาติเลย เมื่อก่อนตอนเด็กๆก็มีสเปกสาวไทย ต่างชาติ ลูกครึ่ง แต่ตอนนี่แค่มองว่าชอบก็ชอบเลย อยู่ด้วยกันได้ก็โอเค” สวยกับตลกเลือกแบบไหน? “ช่วงนี้ตลกกำลังมาครับไม่ปิดกั้นเลยครับ เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่สนุกกับชีวิต ช่วงนี้ก็พยายามบาลานซ์เรื่องส่วนตัว ครอบครัว งานครับ”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่