มีอะไรใหม่ๆให้ว้าวเสมอ! นอกจากจะทำคอนเทนต์ชวนอมยิ้ม ปล่อยซิงเกิลในฐานะศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์เกาหลีหัวใจไทยขวัญใจแฟนคลับ “อิลฮงมิน” หรือ “พี่ฮง” เป็นที่รู้จักในชื่อ “โอปป้าฮง Bangkokboy” ขึ้นแท่นพระเอกภาพยนตร์ครั้งแรก! ใน “อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า” ภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของสาวอีสานที่มีความจำเป็นของปากท้องบังคับเธอต้องพลัดถิ่นไปหากินไกลถึงเกาหลี ผลงานเรื่องแรกของค่าย โปงลางสะออนฟิล์ม ฝีมือการกำกับของศิลปินระดับตำนาน “อี๊ด โปงลางสะออน” นำแสดง โดยสแน็ก-อัจฉรีย์ ศรีสุข มิสแกรนด์เลย 2023, ร่วมด้วยอินฟลูเอนเซอร์สายฮา ม้าม่วง-สิทธิเดช, ตลกซุปเปอร์สตาร์ หม่ำ จ๊กมก, แพร-แพรเพชร และลาล่า-ขวัญนภา เข้าฉาย 26 มี.ค.นี้ ในโรงภาพยนตร์ ซึ่ง “พี่ฮง” รับบท “ฮง” ตำรวจ ตม.เกาหลี ที่ต้องเลือกระหว่าง “หน้าที่” และ “หัวใจ” เลยชวน “อิลฮงมิน” หรือ “พี่ฮง” มาเล่า เริ่มจากได้ยินว่าตอนแรกพี่ฮงเกือบจะไม่รับเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะอะไร?“(หัวเราะ) ใช่ครับ เพราะผมมีประสบการณ์แค่เป็นนักแสดงรับเชิญ ไม่เคยเล่นเป็นพระเอกหรือ บทนำยาวๆเลย ตอนแรกที่เขาติดต่อมา ผมไม่รู้จักพี่อี๊ดด้วยซ้ำ แอบคิดในใจว่ามิจฉาชีพหรือเปล่า (หัวเราะ) ผมไม่เชื่อว่าใครจะมาจ้างคนไม่มีประสบการณ์ อย่าง ผมไปเป็นพระเอก ผมเป็นคนมีความรับผิดชอบ สูง ถ้าทำแล้วกลัวทำได้ไม่ดี ก็เลยปฏิเสธไปหลายครั้งครับ แล้วอะไรที่ทำให้เปลี่ยนใจมารับบทนี้ในที่สุด?“พี่อี๊ดชวนไปกินข้าวที่ร้านครับ แล้วได้คุยกับทีมงาน เขาบอกว่าเขาเขียนบทนี้มาเพื่อผมโดยเฉพาะ พี่อี๊ดประทับใจมุมมองของผมจากการไปออกรายการหนึ่ง ซึ่งเขามองว่ามุมนั้นแหละคือเจ้าหน้าที่ ตม.ในหนังเรื่องนี้ พอผมได้อ่านบทแบบละเอียด ผมก็ชอบมากครับมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทายมาก”การเป็น “พระเอกหนังเต็มตัว” ครั้งแรก ให้ความรู้สึกต่างจากงานที่เคยทำมายังไง?“ต่างมากครับ ปกติไปเป็นแขกรับเชิญเราแค่ไปสนุกๆ แต่พอเป็นนักแสดงนำ มันมีความรับผิดชอบสูงมาก ผมรู้สึกเหมือนเป็นหนึ่งในทีมงานที่ต้องดูแลคนอื่นด้วย กังวลเยอะขึ้น แต่ก็ภูมิใจในตัวเองมากครับที่ผ่านมาได้” ในหนังเรื่องนี้คาแรกเตอร์ของ “ฮง” เหมือนหรือต่างจากตัวจริงของ “พี่ฮง” อย่างไร? “ในเรื่องตัวละครก็ชื่อ “ฮง” เหมือนกันครับและนิสัยค่อนข้างคล้ายผมมาก คือคนในวงการหรือหน้ากล้องอาจจะเห็นผมเป็นคนตลก สนุกสนานใช่มั้ยครับ แต่จริงๆหลังกล้องผมเป็นคนเงียบๆ ชอบความสงบ ไม่ค่อยคบใคร มีเพื่อนสนิทแค่ 2-5 คนเท่านั้น ตัวละครในเรื่องก็เป็นแบบนั้นเลย ดูเหมือนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่พอได้รักใครแล้วจะรักมากๆ ซึ่งจุดนี้เหมือนตัวผมจริงๆ” บทนี้ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง? “ตอนแรกผมพยายามจะอินกับตัวละครฮงมากๆ แต่มันกลับอินไม่ได้ เหมือนเราตั้งใจจะทำการแสดงมากกว่าทำอารมณ์ มากกว่าบท เพราะอยากทำเต็มที่ เลยรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ก แต่พอรู้สึกว่าอ๋อ ตัวฮงในบทนี้ เหมือนพี่ฮงมาก เราแสดงอารมณ์ความรู้สึกตัวเองออกมาดีกว่ามั้ย จากนั้นผมรู้สึกสบายใจมากเลย เหมือนได้พัฒนาการแสดงด้วยและก็มีสมาธิกับมัน” หนังเรื่องนี้พูดถึงประเด็น “ผีน้อย” ในมุมมองของพี่ฮงคิดเห็นอย่างไร? “สำหรับผมคำว่าผีน้อยมันคือสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้วครับ ใครทำผิดก็ต้องรับโทษ แต่ในมุมมองของคนเกาหลีที่โตในไทยอย่างผม ผมเห็นคนเกาหลีที่มาทำงานในไทยแบบไม่มีวีซ่าก็เยอะ หรือตอนผมทำงานที่เกาหลี ผมก็เห็นแรงงานจากหลายชาติไม่ใช่แค่ไทย ทุกคนมีเหตุผล มีชีวิตที่ลำบาก และมีความจริงใจในแบบของตัวเอง ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนสารคดีที่ครบรส มีหลายอารมณ์ และอยากให้คนดูได้ลองเปลี่ยนมุมมองผ่านหนังเรื่องนี้” การร่วมงานกับ “สแน็ก อัจฉรีย์” นางเอกเป็นอย่างไรบ้าง?“เราสองคนเป็น Introvert ทั้งคู่เลยครับ (หัวเราะ) ตอนแรกเลยต้องมี Workshop กัน ผมก็พยายามจะทำให้เราสนิทกันมากขึ้น สแน็กเป็นคนที่มีทัศนคติแบบ Healthy มาก และเขาก็มีมุมโดดเดี่ยวคล้ายๆผม พอเราแชร์ประสบการณ์กันก็ทำให้เข้าถึงบทบาทได้ดีขึ้นครับ” ได้ร่วมงานผู้กำกับอย่าง “พี่อี๊ด โปงลาง” และตลกตัวพ่ออย่าง “พี่หม่ำ จ๊กมก” เป็นอย่างไรบ้าง?“พี่อี๊ดไม่ดุเลย พี่อี๊ดเป็นคนเก่งและฉลาดมากครับ อีกมุมนึงคือเขาเป็นคนตลกที่ผมชอบมากๆครับ ผมชอบมุกเขามากๆ เขารู้เรื่องเกาหลีเยอะกว่าผมอีก (หัวเราะ) เขาเป็นคนใจดี อบอุ่น และมืออาชีพมาก ส่วนพี่หม่ำแม้จะมีฉากร่วมกันนิดเดียว แต่พี่เขาเป๊ะมาก คำเดียวจบ คำของเขาคือ ทีเดียวจบดีกว่า พี่หม่ำสอนให้เล่นเต็มที่ ตีด่าได้เลยตามบทบาท ซึ่งผมว่าคนตลกมักจะเป็นคนฉลาดครับ” เวลาเล่นมุกสดๆ เราทันมุกต่างๆของเขาไหม?“บางทีไม่ทันครับ บางทีไม่ทัน แต่แค่หัวเราะอย่างเดียว มีเราเล่นกลับด้วยครับ ถ้าพี่หม่ำด่าผมก็ด่ากลับ คืออยู่กันยังทันอยู่ เข้าใจมุกของคนไทย” อยู่ในวงการมา 5–6 ปีแล้ว มีวิธีจัดการตัวเองอย่างไรให้ยังอยู่ในกระแสได้จนถึงวันนี้?“ผมคิดว่ารู้สึกว่าหนึ่งเลยคือแฟนคลับที่ยังติดตามผมอยู่ แล้วก็สองคือทีมงานที่ผมเคยเจอเคยผ่านมาเขาดูแลผมดี ช่วยผมดึงมาจนวันนี้ ผมรู้สึกไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาขนาดนี้ วงการนี้เหมือน Jungle (ป่า) ครับ ถ้าไม่พยายามก็หายไป ผมเคยไวรัลเมื่อหลายปีก่อน แต่ผมกลัวความรู้สึกที่มาเร็วหายเร็ว ผมเลยต้องวิ่งและพัฒนาตัวเองทุกวัน ก็ต้องขอบคุณแฟนคลับและทีมงานข้างๆที่คอยดึงและสนับสนุนผมจนมีวันนี้ครับ ผมรู้ว่าโอกาสแบบนี้มันได้มายากมาก ผมเลยบอกตัวเองว่าไม่ต้องพัก วิ่งทุกวัน พยายามประคองกระแสไว้ ถ้าวันไหนทุกอย่างเงียบไป ผมจะเริ่มกังวล ทัศนคติของผมคือ เหนื่อยดีกว่าไม่มีงาน” แล้วเป้าหมายสูงสุดที่พี่ฮงอยากไปให้ถึงคือจุดไหน? “เมื่อก่อนผมตั้งเป้าหมายตลอด ทั้งรายปี รายเดือน แต่สุดท้ายผมค้นพบว่ามันไม่มีประโยชน์เลย ตั้งแต่ต้นปีนี้ผมเลิกตั้งเป้าหมายไปแล้ว เพราะถ้ามันไปไม่ถึง เราจะผิดหวัง ปีที่แล้วผมเจอเรื่องหนักมาก ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องในองค์กร ตอนนี้ผมเลยเลือกที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้จะเป็นยังไงค่อยว่ากัน”ตัวตนที่สนุกสนานในคลิปกับตัวตนที่เงียบสงบหลังกล้อง ทำให้พี่ฮงสับสนบ้างไหม?“ผมเคยสับสนครับว่าเราเป็นใครวะ (หัวเราะ) ในรายการตลกเฮฮา แต่อยู่บ้านชอบอยู่เงียบๆคนเดียว แต่ตอนนี้ผมแยกออกแล้วครับว่ามันคืองาน มันคืออวตารแต่ละพาร์ตของชีวิตเรา ไม่ใช่ว่าตัวตนในคลิปคือของปลอมนะครับ แต่มันคือมุมที่ผมชอบและแฟนคลับชอบ ส่วนตัวจริงผมนิ่งมาก จนบางทีคนแถวบ้านเห็นผมที่ร้านตัดผมแล้วคิดว่าผมโกรธใครมาจริงๆผมแค่ไม่ได้ยิ้ม” แล้วพออยู่มานานแฟนคลับเยอะขึ้นเรื่อยๆ การใช้ชีวิตเรามันยากขึ้นหรือง่ายขึ้น? “ง่ายขึ้น เพราะว่าไปไหนมาไหนเขาก็รู้จักรู้สึกขอบคุณมากเลย ถ้าไม่มีแฟนคลับ ผมคงต้องกลับไปทำงานที่เกาหลีแล้วครับ เสื้อผ้า มือถือ รถยนต์ หรือทุกอย่างที่ผมมีในวันนี้มาจากแฟนคลับทั้งนั้น ผมจำได้เสมอว่าผมมาจากดิน จากใต้ดินเลยด้วยซ้ำ ผมเลยตั้งใจว่าจะเป็นคนดีและน่ารักกับทุกคนเสมอเพื่อตอบแทนความรักนี้ครับ” การเป็นคนดังอาจจะต้องเจอการวิพากษ์วิจารณ์ เวลาเจอดราม่า หรือคอมเมนต์แย่ๆรับมืออย่างไร? “เชื่อไหมครับพอผมเห็นคนด่า ผมกลับดีใจ (หัวเราะ) คนที่ด่าเราเขาก็ใช้เวลาของเขาดูคลิปเราไปเรื่อยๆ แล้วก็ด่าเรา เขาก็ยังคงติดตาม ผมเคยเห็นคอมเมนต์นึงที่ยังอยู่ในแบบภาพจำในสมองของผม มีคนบอกว่าพี่ฮงเลิกปลอมได้แล้ว แล้วมีคำด่า โชคดีที่เป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกกับสิ่งนั้น แต่ผมรู้สึกว่าเฮ้ย เราดังแล้ว มีคนมาด่าด้วย ผมโชว์เพื่อนแล้วก็พ่อแม่ เห็นไหมมีคนด่าด้วย ดังแล้ว เพราะว่าคนที่ไม่มีกระแส ไม่มีใครด่าเขา ขอบคุณมากครับ ด่าได้เลย ผมมีภูมิคุ้มกัน” พี่ฮงอยู่ไทยมา 20 กว่าปี แต่เพิ่งมาเรียนภาษาไทยจริงจังเมื่อ 5 ปีก่อน?“ใช่ครับ เมื่อก่อนผมพูดได้แค่คำศัพท์นักท่องเที่ยว เช่น อร่อยมาก, เลี้ยวซ้าย-ขวา แต่พอเริ่มมีแฟนคลับ ผมคิดว่าถ้าจะรอดต้องเรียนภาษาไทย ผมเรียนเองจาก YouTube, TikTok และการอ่านคอมเมนต์แฟนคลับครับ ครอบครัวผมทุกคนใช้ชีวิตที่ไทยเป็นประจำอยู่แล้ว ตอนนี้อ่านออกหมดแล้ว และกำลังต้องเรียนเพิ่มแบบจริงจังเพราะปีนี้ได้รับโอกาสเล่นซีรีส์ที่บทเยอะมากครับ” สุดท้ายแล้วเรื่องหัวใจล่ะ? “แอดมินผมบอกว่ามีได้แล้ว (หัวเราะ) ใจจริงผมก็อยากมีนะครับ แต่ช่วงนี้งานยุ่งมาก ผมรักงานมากจริงๆ แต่ถ้าจะขอพรถึงแฟนในอนาคตได้ ขอแค่ขอให้เธอรวยก็พอครับ ไม่ต้องตระกูลเก่าแก่ก็ได้ แค่รวยก็พอ เดี๋ยวผมจะดูแลเธออย่างเต็มที่เองครับ (หัวเราะ)”.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่