ถึงเป็นคนกลัว “ผี” แต่อยากก้าวข้ามความกลัว กัน–นภัทร อินทร์ใจเอื้อ นักร้อง-นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ โดดรับภาพยนตร์สยองขวัญ เหนือธรรมชาติ เรื่อง “กิ่งแก้ว” ผลิตโดย เอ็ม สตูดิโอ เป็นผลงานกำกับ เอกชัย ศรีวิชัย ที่อ้างอิงจากตำนานผีกิ่งแก้ว ก่อนจะได้ชมความหลอนแบบจัดเต็ม 29 ม.ค.นี้ในโรงภาพยนตร์ “คนดังนั่งคุย” คว้าหนุ่มกัน มาเปิดใจการทำงานหนังผีเรื่องแรกเป็นความแปลกใหม่ เหมือนได้ชาเลนจ์ตัวเอง พร้อมอัปเดตสถานะหัวใจ ยังเป็น “ศูนย์” แต่แฮปปี้ชีวิตโสด ไม่ได้ปิดกั้นแค่ยังไม่เจอเล่นหนังเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง“เป็นหนังเรื่องแรกเต็มตัว ก่อนหน้าเคยไปรับเชิญนิดเดียวกับแสงระวี ออกซีนเดียวแต่เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนักแสดงนำ เรื่องนี้ตัดสินใจไม่นานเลย ด้วยความที่พ่อเอกชัยเป็นคนเชื้อเชิญมา แล้วเป็นบุคคลที่เราเคารพนับถือคิดว่าเขาน่าจะให้สิ่งที่ดีกับเรา รับบททนายที่พ่อสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาใหม่เลยให้กันเล่นและเงื่อนไขเล่นเรื่องนี้ก่อนนะถึงได้เล่นอีกเรื่องนึง (หัวเราะ) มีเรื่องนึงที่ผมอยากเล่นมากเขามาขายโปรเจกต์กับผมแต่ว่าพ่อบอกว่าเล่นเรื่องนี้ก่อนนะ เรื่องนั้นเขาจะให้เล่นแน่ๆ แต่ต้องเล่นเรื่องนี้ก่อน” เรื่องนี้แนวผีๆ หลอนๆ “เป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบที่สุด ไม่เคยดูหนังผีเลยที่เคยดูพี่มาก แนวตลก เป็นแนวหลอนๆ ไม่ดู จะมีความคิดจะเสียสตางค์ทำไมไปดูหนังแล้วทำให้ตัวเองเครียด ทำงานมาเหนื่อยแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจคนไทยชอบดูหนังผี (หัวเราะ)” คาแรกเตอร์เรื่องนี้เป็นยังไง “ผมรับบทเป็นทนายความชื่อ เหม เป็นตัวละครที่พ่อเอกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้สีสันมากขึ้น เป็นคนรักของกิ่งแก้วในสมัยอดีต”บทเหมในมุมของกันมีความท้าทายขนาดไหน“มากๆครับ ยังไม่ถึงอ่านบทแค่รู้ว่าได้เล่นกับใคร พี่ทราย เจริญปุระ, สายป่าน อภิญญา เป็นนักแสดงที่เราดูผลงานของเขาตั้งแต่เรายังไม่เข้าวงการบันเทิง พ่อเอกเขาเป็นห่วงผมทำยังไงไม่ให้หายไปจากเรื่องนี้ เราไม่ใช่แค่ตัวประกอบ เราเป็นนักแสดงนำ เป็นพระเอกนะ เครียดติวเข้มก่อนถ่ายจริงเยอะมาก ตอนประชุมกันพอสมควร ด้วยความที่ตอนนั้นเรามั่นใจเพราะได้รางวัลนาฏราช นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ปี 2568) ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้กลัว ไม่ได้กดดันเหมือนสมัยก่อน ผมจะกลัวนักแสดงที่เล่นด้วย คือคิดไปเองก่อน พี่วิลลี่ เล่นได้คมมากจะเล่นยังไง เข้าฉากปากสั่นไปหมด พอทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องชาเร้นจ์ของเราไป ท้าทายตัวเองที่เราทำได้ ไปอีกขั้นนึงพ่อบอกว่าอยากให้กันเล่นเรื่องนี้ อยากให้เป็นนักแสดงจริงๆ เลย โดยที่ไม่ใช่นักร้องนักแสดงเหมือนที่ผ่านมา จะเล่นแบบต้องมีเรื่องร้องเพลงมาช่วย แต่อันนี้อยากให้เป็นนักแสดงจริงๆ เป็นสิ่งที่พ่อตั้งใจไว้จะมีซีนให้ต้องพิสูจน์ตัวเองและท้าทายมากๆ โดนกิ่งแก้วเข้าสิง ตอนถ่ายจะเหมือนไบโพลาร์เป็นสิ่งที่ยากมาก” เจอความแปลกหรือสิ่งลี้ลับให้ขนลุกบ้างไหม “ไม่ได้เจออะไรเลย มีแค่วันไปบวงสรวงสถานที่จริงที่เรือนจำเขาพาไปไหว้ตรงจุดที่เป็นหลักประหารจริงๆ พอถึงจุดนั้นรู้สึกได้ว่ามีพลังบางอย่าง มีความรู้สึกขนลุกมีความน่ากลัว เราอาจจะฟุ้งซ่านคิดภาพ เราเห็นหลักประหารที่มีรอยกระสุนอยู่ ทำให้เรารู้สึกมันน่ากลัวนะชีวิตเราถ้าไปอยู่ตรงจุดนั้นมันเลยเป็นเครื่องเตือนใจไม่ควรทำอะไรรุนแรงเพื่อให้ตัวเองไปอยู่จุดนั้น มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากถูกประหารชีวิต พอไปอยู่ตรงนั้นรู้สึกขนลุกอยู่ แต่ตอนถ่ายไม่เจออะไรไม่มีเซนส์เรื่องนี้ผมอยู่วัดมา 6 ปี ไม่เจออะไร”ครั้งแรกเจอทรายเป็นยังไงบ้าง“ใจเต้นตึกๆ ตอนนั่งประชุมด้วยกันเขามีความเก๋าของเขาจะเสนอนั่นเสนอนี่เราฟังอย่างเดียว ด้วยความที่เขาคุยกับพ่อเอกมาพอสมควรเขาจะดีไซน์กิ่งแก้วออกมายังไง ฟังแล้วพี่ทรายเก่ง เจ๋งมาก ผมนั่งเงียบฟังอย่างเดียวเลย (หัวเราะ)” เวลาเข้าฉากจริงๆ ล่ะเป็นยังไงมีพลังดึงดูดขนาดไหน “เขาเป็นกิ่งแก้วทุกตอนจริงๆ แค่เมกอัป ตอนเป็นนักโทษก็สงสารแล้ว สภาพย่ำแย่หรือตอนเป็นผี มีความสงสาร แววตาเขา กิริยาเป็นกิ่งแก้ว 100% ทำให้เราเชื่อและรับรีแอ็กโดยไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องฝืนอะไรเลย” แล้วตัวตนจริงๆ ของทรายที่เจอเกินคาดขนาดไหน “โก๊ะมากครับ เป็นผู้หญิงเนิร์ดๆ คนนึงที่อาจจะเล่นมุกตลกที่ไม่ตลก (หัวเราะ) ผมรู้สึกคนเก่งๆเขาเป็นกันแบบนี้เหรอจะเนิร์ดๆ น่ารักดี ทำให้เราผ่อนคลาย และเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ ภาพที่ผมมองพี่ทรายจะเป็นคนจริงๆ เพราะหนัง แม่นาค สมเด็จพระนเรศวร เขาต้องมีทรงแน่เลยมาเจอจริง ไม่มีเลยง่ายๆ สบายๆ” เล่นเลิฟซีนกับทรายล่ะยากไหม “มีครับ แต่ไม่เยอะมาก ก่อนเข้าฉากมีขอโทษขอโพยกันก่อน พอเป็นตัวละคร พี่ทรายก็ลุยเลยสบายๆ คือเขาแมนมาก แมนกว่าผมอีก (หัวเราะ) เราก็ลุยเต็มที่ได้เลยทำงานกันได้เร็ว ส่วนสายป่าน เป็นคนน่ารักผมก็ไม่เคยร่วมงานกับเขามาก่อนแต่ผมชอบเขามากเลย ชอบดูการแสดงของเขาเล่นหนังดีมาก พอรู้เล่นกับสายป่านดีใจมาก เจอหน้าเซต ก็บอกว่าผมเป็น FC คุณนะ แฟนเขาก็มาด้วย เป็นคนสุพรรณพูดสำเนียงเหน่อๆ ก็ยังแซวๆกัน เลยสนิทกันพอสมควร พออายุใกล้เคียงก็คุยกันได้สัพเพเหระ”พอเริ่มคุ้นเคยทั้งสายป่านและวุฒิ มีป้ายยาชวนกัน เราไปดำน้ำด้วยกันบ้างไหม“มีบ้างครับแต่ผมชอบถามเขามากกว่าเพราะผมว่ามันยากนะ ชอบตรงไหน เพราะผมไม่ได้อิน ก็ถามว่าเริ่มชอบได้ยังไงเขาบอกว่าเมื่อก่อนไม่ได้ชอบ วันนึงไปเที่ยวทะเลแล้วเอาโทรศัพท์วางทิ้งไว้นะ มันตัดจากทุกอย่างนั่นแหละความสุขของเขาได้ตัดจากโลกภายนอกทุกอย่าง ฟรีด้อม อยู่กับสัตว์โลกใต้น้ำมีแค่นั้น เขาเล่ามาผมก็ยังไม่อินอยู่ดีเพราะผมติดโทรศัพท์ (หัวเราะ) ก่อนหน้าผมเคยไปดำน้ำแล้วปวดหู ยิ่งลงไปลึกๆ เจอความกดอากาศปวดหู ปวดตา ก็ถามเขาว่าฝึกนานไหม เขาก็บอกว่าถ้าพี่กันเรียนจะชอบครับแต่ก็ไม่เป็นผล พอเราได้ลองทำให้รู้ว่าร่างกายเราไม่เหมาะกับสิ่งนี้ ด่านแรกวางโทรศัพท์ไม่ได้แล้ว”จากรางวัลนำชายสร้างความมั่นใจการแสดงหรือกดดัน“เพิ่มความมั่นใจขึ้นครับ ไม่ได้กดดันแต่สนุกมากขึ้นจากเมื่อก่อนกลัวการแสดงมาก เอาจริงๆ นะ จากเรื่องแรกๆ ที่ถ่าย บัลลังก์เมฆ เรือนแพ กับพี่สันต์ ไม่เคยมีความสุขไปกองสักวันเดียว มีความกังวล นอนไม่หลับจนต้องกินยานอนหลับเพื่อให้ตัวเองได้หลับเพราะถ้าไม่นอน ตอนเช้าจะเครียดแล้วจนทุกวันนี้ไม่ว่าเราไปทำงานอะไร จะเตรียมตัวก่อนแล้วเราจะสนุกกับมัน อยากเล่นอันนี้ อยากเป็นตัวละครตัวนี้ ความรู้สึกมันต่าง ต้องขอบคุณครูของผม ตั้งแต่หม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) สอนพื้นฐาน ครูบิว ก่อนเล่นมนต์รักแม่กลอง จนได้รับรางวัล คือผมอยากพัฒนาตัวเอง บอกพี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร) ว่าจะออกสตางค์เรียนเอง อยากเก่งขึ้น พอได้ความรู้เพิ่มเติม เราได้รู้ว่าเด็กยุคนี้มีวิธีการแสดงยังไง ที่ทำให้เราเชื่อว่าเป็นการแสดงมันคือยุคนี้ ทำให้เรามีความมั่นใจในการแสดงมากขึ้น เหมือนกับเราไม่ต้องรอผู้กำกับสั่ง เราเล่นให้เขาดู แล้วเขาเอาหมดเลยขายอะไรเขาซื้อหมดเลยเพราะเราดีไซน์ไปแล้วว่าตัวละครตัวนี้จะเป็นยังไง เขาต้องกำกับคนอื่นให้เล่นเท่าเราเลยสนุก”ก่อนหน้าจะมีเสียงแซวว่าเราเล่นเหมือนเดิม “ผมรู้สึกเป็นพลังลบนะครับ ผมไม่อยากได้คำๆนั้น ผมก็เลยอยากพัฒนาตัวเอง พิสูจน์ตัวเองไปเรื่อยๆ และไม่ได้อยากให้คนชมว่ากันที่ร้องเพลงเพราะๆไง อยากให้คนพูดว่ากัน นภัทร ที่เป็นนักแสดง เล่นละครเรื่องนี้ ผมอยากได้คำชมคำนี้เพิ่มเพราะสิ่งที่เราทำแล้วคนมองเห็นคุณภาพการร้องเพลงต้องใจทุกวัน วันนึงเราได้โอกาสมาในเมื่อเราได้เล่นเป็นพระเอกก็อยากได้อะไรในสิ่งที่เราได้โอกาสนี้เต็มที่ เลยมาตรงกับพ่อเอกชัย ที่อยากให้เราเป็นนักแสดงจริงๆ”ความรักบ้างโสดหรือมีคนคุยๆแล้ว“เป็นศูนย์ครับ จริงๆผมไม่มีเวลาเอาไปทำอะไรเลย เมื่อปีที่แล้ว หลังเจอเรื่องหนักๆในชีวิตเอาเวลามาดูแลใจตัวเอง หาที่หลับที่ตนไม่ต้องดิ้นรนตัวเองลำบาก พอวันนี้ถึงจุดนี้มันแฮปปี้มาก กลับกลายเป็นดวงชะตาของผม ทำให้ผมโตอีกขั้นมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ ทุกอย่างมันลิขิตเอาไว้เราจะต้องโตขึ้น เราต้องออกมาใช้ชีวิตคนเดียว ผมมีความสุขมาก ทำอะไรเป็นของตัวเองได้ ผมคิดถึงคนอื่นน้อยลง คิดถึงตัวเองมากขึ้นยังแคร์คนอื่นเหมือนเดิม เป็นเดอะแบกเหมือนเดิมแค่ดูแลใจตัวเองมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เป็นห่วงตัวเองมากขึ้น” คือฟังเสียงในหัวตัวเองมากขึ้น “ใช่ครับ กลายเป็นสนุกกับชีวิตแบบนี้ อยากออกไปงาน กลับบ้านกลับมาทำกับข้าว ถ่ายคลิปลงช่องของตัวเอง เมื่อก่อนไม่เคยมีพลังแบบนี้เลย พอเราอยู่ตรงนี้ทำไมเรามีแรงกระตือรือร้นมากขึ้น มีแรงมากขึ้น อยากทำโน่นทำนี่ อยากดิ้นรนมากขึ้น”มุมมีแฟนมีใครสักคนอยู่ข้างๆล่ะ“ยังไม่มีความคิดนั้นเลยครับ ตอนนี้ผมรู้สึกว่า อยู่คนเดียวสบายใจ ทุกครั้งที่มีความรักมันก็จะมีทั้งความสุขและมีความทุกข์ทุกครั้ง กับความสัมพันธ์ของเราบ้างหรือเราอยู่จุดนี้มีคนข้างนอกที่คาดหวังเข้ามาบ้าง เรายังไม่อยากที่จะต้องมามีความรู้สึกนั้น เอาจริงๆ ตอนนี้ จะเห็นข่าวเพื่อนฝูงในวงการหลายคนคบมานานมากแต่สุดท้ายก็ไม่รอดก็เลยเป็นอะไรที่ เออว่ะ ก็มองให้เป็นพลังบวกอยู่คนเดียวก็ดีนี่หว่า” พูดๆ ดูเหมือนปลงและเข็ดความรักเลย “ไม่ได้ปลงหรอกครับ ก็พร้อมที่จะมีความรักที่ดีแต่ว่าถ้ายังไม่เจอหรือมาในเวลาถูกต้องหรือเหมาะสม”.เรื่อง: วรรณี ห่อวโนทยานอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม