เผยบทบาทครั้งใหม่ของนักแสดงหนุ่มลุคเซอร์ “ณัฏฐ์ กิจจริต” กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดจากจีดีเอช โดยผู้กำกับขวัญใจเด็กแนว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ภาพยนตร์แอ็กชันในชีวิตประจำวัน “FAST & FEEL LOVE เร็วโหด...เหมือนโกรธเธอ” ที่เดิมพันด้วยความเร็วและความรัก นำแสดงโดยนัท-ณัฏฐ์ กิจจริต ประกบนางเอกสุดฮอต ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ร่วมด้วยโปเต้-อนุสรา กอสัมพันธ์ และ ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธณ์ศิริ โคจรมาเจอกันและร่วมเดินทางไปกับภาพยนตร์ เป็นเรื่องราวของเกา (ณัฏฐ์) แชมป์ Sport Stacking กำลังจะต้องลงแข่งแมตช์สำคัญที่ต้องปะทะกับคู่แข่งเด็กทั่วโลก ต้องเจอกับภาระที่ต้องจัดการในชีวิตประจำวัน แถมเจ (ญาญ่า-อุรัสยา) แฟนสาว กำลังจะทิ้งเขาแล้ว พร้อมเข้าฉาย 6 เม.ย.นี้ ทำเอาณัฏฐ์ตื่นเต้นกับความท้าทายครั้งนี้และยังเผยมุมมองชีวิตที่เลือกบาลานซ์ทั้งงานออกแบบและงานแสดงไปพร้อมกัน เริ่มจากเล่าบทบาทคาแรกเตอร์ “เกา” หน่อย? “ครั้งนี้พอเป็นจีดีเอช พี่ญ่า พี่เต๋อ เลยรู้สึกว่ารอบนี้ทุกอย่างมันกว้างกว่าปกติ ได้เจออะไรใหม่ๆ สำหรับตัวละครเกา เค้าเป็นนักกีฬา Sport Stacking เล่นมาตั้งแต่เด็กๆมีความต้องการอยากเป็นแชมป์โลก พอถึงจุดนึงของชีวิตต้องดีลกับภาระที่เคยผลักออกไปเลยต้องเลือก ชีวิตมาถึงทางแยก ในมุมมองเค้ามันเริ่มเสียเวลาเพราะมันทำให้เค้าช้าลง ต้องมาดูว่าเกาจะเอาตัวรอดยังไง” ถูกใจบทนี้ตั้งแต่แรกเลยมั้ย? “ตอนแรกผมรู้ไม่หมด รู้แค่เป็นหนังจีดีเอช และเป็นหนังพี่เต๋อก็แฮปปี้ที่จะมา พอเริ่มเข้ารอบได้รับรู้มิติที่มันกลมขึ้นของบท ความสนใจก็เริ่มทวีคูณขึ้น จะได้เล่นแก้ว จะได้เล่นกับพี่ญ่าและคนอื่นๆ” บทนี้ “ใกล้” และ “ไกล” ตัวณัฏฐ์ยังไงบ้าง? “จุดที่ผมคอนเนกต์กับเค้าจุดแรกคือเรื่องความมีสมาธิ การโฟกัสในการทำงาน บางทีมันแคบมากๆเหมือนยิงสปอตไลต์พุ่งมาจนลืมดูรอบๆตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เราเริ่มเข้าใจเค้า หลังจากนั้นก็ตามบท ส่วนที่ไกลกับตัวเรามากคือความเร็ว (ยิ้ม) เกาเค้าเร็วมาก ผมช้า มันไม่ใช่แค่ต้องเล่นกีฬาให้เร็ว แต่ด้วยความที่มายด์เซตเค้าเป็นอย่างนั้น ต้องย่นทุกอย่างให้กระชับให้ไวที่สุด เพื่อเอาเวลามาถมกับการเล่น Sport Stacking ทุกอย่างต้องรีบเพื่อจะได้มาใช้เวลากับการทำให้ตัวเองเร็วขึ้น กลายเป็นภาพรวมของเราต้องเป็นคนเร็วเสมอ สำหรับผมมันค่อนข้างต่างมากเพราะผมเป็นคนเอื่อยๆ ค่อยๆทำ”พอมารับบทนี้ทำให้กลายเป็นคนเร็วขึ้นเลยมั้ย? “มันก็มีบ้างที่เห็นข้อดีของการเป็นคนที่เร็วขึ้น แต่พอปิดกล้องแล้วก็ไม่ละ เหนื่อย (ยิ้ม) บางทีเร็วไปก็เหนื่อย”ความยากความท้าทายของตัวเองในเรื่องนี้มีอะไรบ้าง? “เรื่องแรกน่าจะเป็นเรื่อง Sport Stacking เพราะในเรื่องเราเป็นนักกีฬาจริงๆ มันไม่ใช่แค่หวังการตัดต่อหรืออะไรมาช่วย เบื้องต้นที่ทำได้ในเวลาที่เรามีคือต้องซ้อมให้ได้ ช่วงนั้นต้องตัดหลายอย่างในชีวิตออกตัดกีฬาที่เราเล่นประจำออก ณ ตอนนั้นยังไม่ได้คุยเรื่องลุคกัน ผมแค่ลองใช้ชีวิตแบบนักกีฬา แต่สุดท้ายลุคในภาพรวม ผมยาว มีหนวด ท่าทาง ผมว่ามันเกิดจากการที่แค่เราหมกมุ่นเรื่องแก้วอย่างเดียว วันฟิตติ้งพี่เต๋อเลยบอกว่าเราแบบนี้แหละ”ทุ่มเวลาแต่ละวันเยอะแค่ไหน? “คือกีฬานี้เล่นถึงจุดนึงเราจะเล่นไม่ได้แล้ว มือมันจะสั่น เหมือนกล้ามเนื้อเราไม่ใช่นักกีฬา แต่ที่สำคัญคือความสม่ำเสมอ แบ่งเช้าเย็น พี่เต๋อชอบให้จับสังเกตว่าช่วงซ้อมมันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง ชอบเสียงดังหรือเบา อารมณ์แบบนี้เล่นได้ดีขึ้นหรือแย่ลง เริ่มจดเรกคอร์ดตัวเองว่าจุดไหนเราคอนเนกต์กับอารมณ์ในบทได้ ผมว่าช่วงซ้อมไปกับเวิร์กช็อปเป็นช่วงสร้างตัวละคร”ต้องฝึกด้านอื่นมั้ยเช่นทำงานบ้าน? “ในเรื่องคือไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว เลยสบายครับ แต่ตอนทำงานบ้านได้ก็จะยากหน่อย”ความยากที่สุดสำหรับเรื่องนี้? “ตัวละครเกาจะมีหลายมิติ ต๊องสุด ดราม่าสุด สำหรับผมการเล่นตรงกลางนั้นยากก็ลองกันหลายวิธี” ความเป็นหนังเต๋อล่ะต้องเตรียมตัวยังไง? “ผมดูงานพี่เต๋อมาตลอด ไม่ว่าจะไวรัล เอ็มวี ภาพยนตร์ ก็ทำการบ้านมา แต่ดันมาเจอพี่เต๋อในยุคที่แกอยากทำอะไรใหม่ๆ การบ้านที่ทำมาต้องทิ้งไปเลย มันไม่ใช่แค่สไตล์หนังที่ใหม่ แต่เป็นหลายๆเรื่องที่ผมคุยกับพี่เต๋อคือมันมาถึงจุดที่แกอยากจะเปิดประตูใหม่ๆ เลยเป็นความไม่รู้ไปด้วยกัน ลองอันนี้มั้ย เหมือนงานกลุ่มใหญ่ๆ ลองไปด้วยกัน ผมชอบในความเดือดความต๊องมันมีเลเยอร์บางอย่างที่พี่เต๋อพยายามโยงไปถึง จะดีใจมากถ้าคนดูแล้วนอกจากเอนเตอร์เทนจะได้เรื่องพวกนี้ไปด้วย”ที่ผ่านมาณัฏฐ์มีผลงานบทบาทหลากหลาย สำหรับเราหลักในการเลือกบทดูจากอะไร? “มันมีหลายช่วงครับ ช่วงแรกๆก็เอาบทที่อยากอย่างเดียว พอทำงานมาระยะนึงเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่ตัวเราอย่างเดียว มันต้องมีการเมเนจ ลองขยายบทบาทของเรา ผมจะสลับตลอดทั้งบทตัวหลักและตัวซัพพอร์ต ผมชอบเล่นบทซัพพอร์ตมาก ตำแหน่งเราจะเห็นเยอะ ตอนนี้เป็นเรื่องของการเมเนจให้ได้แสดงนานๆ ไม่ใช่แค่ตามใจตัวเอง”ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเล่นบทนำ? “ผมสนุกมากกับการอยู่ตรงไหนก็ได้"การทำงานกับญาญ่าก่อนและหลังได้ร่วมงานกันเหมือนหรือต่างกับในความคิดเราแค่ไหน? “ไม่ได้คิดไว้เลย มีแค่ไอเดียว่าเค้าทำงานมาเยอะ มาตรฐานสูง งานแสดงเค้าเราก็เห็นมาเยอะ ความกดดันเดียวที่ผมมีคือจะทำยังไงให้มันไปแตะมาตรฐานที่พี่ญ่าเค้าทำมา พอเริ่มรู้จักผ่านการเวิร์กช็อปและทำงานด้วยกัน สิ่งที่สัมผัสได้คือเค้าชิลมาก สบาย ไม่มีออร่าที่ทำให้เรารู้สึกกดดัน จะใช้คำว่าไม่แปลกใจที่เค้ามีคนชื่นชมเยอะแบบนี้ก็ได้ หลายซีนถ้าไม่มีเค้าก็ไม่รู้จะออกมาเป็นยังไง หลายๆซีนเราฝากสมาธิ ฝากอารมณ์ไว้กับบท “เจ” ซึ่งก็คือพี่ญ่าเค้าเก่งมาก อยากให้ทุกคนเห็นมิติของเค้าในเรื่องนี้ คือถ้ามีการตัดเบื้องหลังกระบวนการในการหาตัวละครของพี่ญ่าให้ดูมันสนุกมาก เค้าลองอันนั้นลองอันนี้ จนมาเจอเจที่ตรงกับเวอร์ชันพี่เต๋อมากที่สุด”หนังเรื่องนี้น่าดูยังไง? “ผมว่ามันเป็นประเด็นทั่วไปที่ทุกคนเชื่อมโยงได้ อาจจะไม่ได้พูดตรงไปตรงมาขนาดนั้น เป็นเรื่องของคนที่โตมาประมาณนึง เป็นเรื่องความเข้าใจความรับผิดชอบ บางทีมิติของความรักมันเยอะมาก” การได้เป็น “เกา” ให้อะไรกับเราบ้าง? “ทำให้รู้สึกว่าเกินไปมันก็ไม่ดี อย่างเกาเค้าจะเร็วสุดโต่ง มีทั้งความเร็ว เด็ดขาด ความสุดโต่งตรงนี้มันไม่ได้เวิร์กเสมอไป หรือช้าไปหย่อนไปก็ไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์”หลายคนทราบว่าเราทำงานออกแบบควบคู่กับงานในวงการ เมเนจเวลายังไง? “ตอนแรกเลยผมอยู่บริษัทออกแบบจริงๆ ตอนนั้นเมเนจไม่ได้ ถ้าเราจะทำงานสถาปัตย์ร่วมกับงานแสดงไปด้วยมันต้องไม่ใช่แวดล้อมหรือระบบนี้เพราะคนอื่นโดนกระทบ เพราะงานสถาปัตย์ต้องทำงานกับหลายส่วน โชคดีตอนนั้นชวนเพื่อนอีก 2-3 คนมาคุยกันว่า พวกเรามีธุรกิจที่ 2 กันหมดเลย แต่ว่ายังอยากทำสถาปัตย์จะทำยังไง เลยชวนพวกนี้มาสร้างระบบและเปิดเป็นสตูดิโอเล็กๆ เพื่อที่จะยังได้ทำงานอยู่ เราจะลงชื่อเลย เช่น ผมรู้ว่าอีก 4 เดือนจะรับงานหนังพี่เต๋อ โปรเจกต์ช่วงนี้ผมจะถอยตัวเองออก รายจ่ายหารเท่า รายรับหารคนที่ร่วมโปรเจกต์ อย่างช่วงนี้พักงานแสดงรอโปรเจกต์ใหม่ผมก็กลับไปรับออกแบบ 2 โปรเจกต์เหมือนสลับฟันปลากันและต้องให้เครดิตเพื่อนผมที่มีความเข้าใจ” งานออกแบบกับงานแสดงดูเป็นคนละศาสตร์ แพสชันของเราต่อสองสิ่งนี้มีอะไรมีเหมือนกัน? “จริงๆมันคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นงานสร้างสรรค์ใต้เฟรมเวิร์กของปัจจัยอื่นๆเหมือนกัน แพสชันผมชอบอยู่ในกระบวนสร้างอะไรสักอย่างอยู่แล้ว แพสชันไม่ได้ไปอยู่กับคำว่าสถาปนิกหรือนักแสดง ยังเขินๆ ผมแทบไม่แทนตัวเองว่าสถาปนิกเพราะมันต้องผ่านอะไรอีกเยอะ หรือแม้แต่นักแสดงเอง” เสน่ห์ของงานแสดงล่ะคืออะไร? “มันสนุกไปหมด ตั้งแต่แคส เวิร์กช็อป แสดง ปิดกล้อง อยู่ตรงไหนก็สนุก และพอเริ่มแสดงเยอะขึ้นมันรู้สึกว่าเราเจอแต่คนที่น่าสนใจ เหมือนตอนทำสถาปัตย์และเจอดีไซเนอร์คนอื่นๆ เจอคนที่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ผมพยายามทำให้งานสถาปัตย์เป็นงานมากๆ ส่วนงานแสดงในความหมายที่ดีผมพยายามทำให้มันเป็นงานเล่นๆ ผมจะได้ไม่ต้องไปคิดถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น เราเล่นบทนำแล้วจะเล่นบทสมทบได้มั้ย บทนี้จะดีมั้ย ผมแค่รู้สึกว่าสุดท้ายภาพยนตร์มันทำหน้าที่เป็นสื่อหนึ่ง เราควรพูดได้ทุกเรื่อง แสดงได้ทุกบทบาท เลยรู้สึกว่าสัดส่วนประมาณนี้ มันอนุญาตให้ผมวิ่งเล่นในงานแสดงไปเรื่อยๆไม่ต้องคิดมาก”ตั้งเป้างานแสดงของตัวเองไว้ยังไง? “จริงๆผมชอบสัดส่วนชีวิตตอนนี้มากๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปได้จนแก่ก็ดี”หลายบทบาท คนจะได้เห็นความละเอียดในการแสดงของเรา อย่างไวรัล “คุณแวน” ที่คนแชร์กัน? “ผมพยายามอธิบายและเอาทุกอย่างให้ดูเลยว่าไม่ให้เราคนเดียว บทเค้าเขียนมาดีมาก เราจำอย่างเดียว ผมจะพูดตลอดว่ามันคืองานกลุ่มจริงๆเราเป็นแค่ด่านหน้าเฉยๆ หลังบ้านคือมหาศาล อย่างตอนไวรัลของพี่เบนซ์ ผมเดาไว้แล้วว่ามันต้องมา เลยถ่ายสแกนโน้ตและบทและโน้ตที่หาทางเล่นไว้ ผมเลยรู้สึกว่านี่แหละคือเครดิตที่เค้าควรจะได้ แต่ก็เข้าใจอีกว่าเป็นหนึ่งในฟังก์ชันของเราที่จะรับด่านหน้ามาก่อน แต่ถ้ามีโอกาสผมก็จะพยายามบอกว่ามันไม่ใช่แค่ผมคนเดียวครับ”รู้สึกยังไงขึ้นแท่นหนุ่มในฝันของสาวๆตอนนี้ ได้เห็นฟีดแบ็กต่างๆมั้ย? “เห็นบ้างครับ รู้สึกดีครับเวลามีคนมาชื่นชม ผมมองว่าเป็นเรื่องสนุกมากกว่าเวลาที่เห็นเค้าคอมเมนต์กัน”เคยเจอคนมากรี๊ดถึงตัวมั้ย? “ไม่ค่อยนะครับ เราอาจจะไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนบ่อยด้วย” ตัวละครเกาเลือกความเร็ว มาก่อน แล้วถ้าไม่ใช่เกาแต่เป็นณัฏฐ์จะเลือกความเร็วหรือความรัก? “ถ้าความเร็วในที่นี้หมายถึงงานหรือเป้าหมาย ณ สเตจนี้ของชีวิตผมอาจจะเลือกงานอยู่ ผมเชื่ออย่างนี้นะว่าถ้าเกิดเราเต็ม เราค่อยเริ่มให้คนอื่นได้ แต่ถ้าข้างในเรายังโบ๋ๆเราก็รู้สึกว่าเราอาจจะยังใช้ชีวิตได้ไม่ดี อย่าว่าแต่ดูแลคนอื่นเลย ดูแลตัวเองอาจจะยาก ถ้า ณ ตอนนี้ความเร็วคือเป้าหมายของชีวิต ผมอาจจะเลือกความเร็ว แต่ถ้าโตกว่านี้ในวันที่เราอาจจะมั่นคงในงานประมาณนึงแล้ว ผมคิดว่าการใช้ชีวิตส่วนตัว ความรัก หรือครอบครัวมันน่าจะกลับขึ้นมาอีกรอบ”ความรักตอนนี้กับสาวฟ้า-ษริกา เป็นไงบ้าง เป็นคู่ที่หลายคนชื่นชอบ? “เป็นปกติครับ”คลิกกันตรงไหน? “มันคือเรื่องที่บอกไป ผมค่อนข้างจริงใจกับคนรอบตัวในช่วงนี้เลยว่าผมอยากหรือไม่อยากทำอะไร พอมันมีความเข้าใจในตรงนี้ เค้าเข้าใจเรามากๆ ผมว่ามันเริ่มจากตรงนี้เลย อย่างที่ผมบอกเลยว่าผมชอบชีวิตตัวเองช่วงนี้มาก เพราะมันรู้สึกคลิกไปหมดไม่ว่าจะเป็นชีวิต ความรัก มันรู้สึกค่อยๆไปของมัน”.