โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง...แน่นอน “น้ำ” เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโครงการ เพราะทุกชีวิต ทุกอาชีพขาดไม่ได้ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณปีละ 628 ล้าน ลบ.ม. เมื่อมี EEC เกิดขึ้น คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการเพิ่มสูงถึงปีละ 1,200 ล้าน ลบ.ม. แต่ทุกวันนี้ ในพื้นที่มีแหล่งกักเก็บน้ำรวมกัน 1,331 ล้าน ลบ.ม. แม้จะเกินความต้องการ แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง น้ำฝนที่เทลงมาใช่จะเต็มอ่างฯทุกปีเมื่อ EEC เดินหน้า หากไม่วางแผนเรื่องน้ำไว้...อนาคตวิกฤติแน่“ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน แทบจะไม่เหลือสำรองเลย มีอยู่เท่าไรใช้เกือบทั้งหมด เพื่อสนับสนุน EEC กรมชลประทานจึงวางแผนรองรับไว้ โดยในระยะ 5 ปีแรก จะเป็นการจัดหาน้ำจากแหล่งภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ 6 แห่ง ให้สามารถเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นรวม 84 ล้าน ลบ.ม. ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,190 ล้านบาท และสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนดอีก 4 แห่ง มีความจุรวมกัน 308.5 ล้าน ลบ.ม. เพื่อผันน้ำส่วนเกินในฤดูฝนมาเก็บไว้ที่อ่างฯประแสร์ ส่งต่อไปให้พื้นที่ EEC ใช้เงินลงทุนอีก 2,493 ล้านบาท”ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบายไปถึงโครงการในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า มีการวางแผนจะผันน้ำจากเขื่อนสตึงนัม กัมพูชา มายังอ่างฯประแสร์ ปีละ 400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งใช้วงเงินลงทุนประมาณ 74,000 ล้านบาทแต่อย่างไรก็ตามในระยะเร่งด่วน กรมชลประทานจะทำการปรับปรุงระบบสูบน้ำกลับท้ายอ่างฯหนองปลาไหล และอ่างฯประแสร์ จะได้ปริมาณน้ำรวมกันอีกประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม. ใช้เงินลงทุน 710 ล้านบาท รวมทั้งยังจะมีการดำเนินการป้องกันแก้ไขน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมือง จ.ระยอง และ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยการสร้างประตูระบายน้ำ สร้างระบบสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพ ท่อระบายน้ำหลาก ใช้เงินลงทุนอีก 2,225 ล้านบาทหากสามารถทำได้ทุกโครงการ 20 ปีข้างหน้า EEC จะไม่เผชิญกับปัญหาท่วมแล้ง แต่จะคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุนไปกว่า 80,000 ล้านบาท...คงต้องมาขบคิดกัน.สะ–เล–เต