อ่านให้น้อย เพราะเวลาการเมืองเดินมันชี้นำได้ง่าย”นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยยกถ้อยคำของนายลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาบนโต๊ะอาหารถึงการบริหารการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงที่เผชิญหน้ากับวิกฤติเคล็ดลับนี้ถ่ายทอดให้ นายสมคิด และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจเป็นรัฐบาล ในระหว่างรับประทานอาหารในโอกาสไปเยือนสิงคโปร์สิ่งที่ นายสมคิด ต้องการสะท้อนคือ ไม่ว่าขั้วการเมืองหรือผลสำรวจโพลออกมาตอกย้ำว่า เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างไร ก็ต้องอ่านข่าวสารให้น้อย ไม่เช่นนั้นอาจถูกชี้นำโดยการเมืองได้ เพราะรัฐบาลย่อมเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร ประชาชนเดือดร้อนเราก็ต้องแก้ไขสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดถ้าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวแล้วไปบอกว่าเศรษฐกิจแย่ สุดท้ายจะงงว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่กันแน่ ขอฉายภาพย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตจาก 6-7 เปอร์เซ็นต์ หล่นไปเรื่อยๆเหลือ 5-4-3 จนเหลือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ ในปีนั้นคาดการณ์จะติดลบ แต่จีดีพี 0.8 ก็ขยับขึ้นมาเป็น 3.2 เปอร์เซ็นต์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ผลออกมาแบบนี้เรียกว่าอะไร เศรษฐกิจย่ำแย่เกิดจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไร ทั้งหมดไม่ได้เกิดจากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาสิ่งเหล่านี้ไม่อยากนำมาทิ่มตำใส่กัน แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ผมเคยพูดเอาไว้เมื่อสี่ปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ ข้อความนี้ยังวนเวียนอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียว่า ผมด่ารัฐบาล แบบนี้ก็มี ถ้าบริหารประเทศโดยที่ใจไม่เข้มแข็งพอ รับรองไม่มีทางผ่านไปได้อย่าลืมว่าทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ไม่มีประเทศในอาเซียนสู้เราได้ ฉะนั้นเราต้องทำตรงนี้ให้ดี เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นโยบายการสร้างเครือข่าย มีนิคมพันธมิตรอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านด้วยมีฐานการผลิต เพื่อให้คนไทยไปลงทุนและเชื่อมโยงนิคมที่อยู่ในไทย ผนวกกันได้ ประเทศเพื่อนบ้านก็ดีขึ้น โดยที่เราเป็นจุดศูนย์กลาง นักลงทุนย่อมต้องอยากมาเมืองไทยแต่ข่าวที่ออกมาจากทุกแห่งเหมือนเมฆหมอกที่หนาแน่น คนเสพข่าวอ่านแค่นิดเดียว ไม่ดีคือไม่ดี เพราะอะไรไม่รู้ ฉะนั้นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่รัฐบาลเดินหน้าอยู่ ทุกกระทรวงต้องเดินหน้า บางอย่างที่ได้ทำไปมันช้า บางอย่างไม่ได้รับการหยิบยกขึ้น ทั้งที่ทุ่มงบประมาณลงไปพื้นที่รากหญ้า ทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าไม่มีผลงานผมไม่ขอตอบ เพราะมั่นใจในสิ่งที่ทำลงไปว่าถูกต้องเห็นได้จากดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ World Competitiveness Center โดย International Institute For Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 60 พิจารณา 4 ด้าน ประกอบด้วย สภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานปรากฏว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 63 ประเทศ มีอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับจากปี 59 บ่งบอกให้เห็นว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ แม้ดูไม่สูงนักแต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไทยกลับมีลำดับที่ดีกว่าหลายประเทศแสดงให้เห็นว่าปี 59 เศรษฐกิจของประเทศอื่นขยายตัวแย่กว่าไทยการจัดอันดับที่ออกมาต่างชาติมีมุมมองที่เป็นความจริงต่อไทย และดีขึ้นตลอด 3 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ต้องไปฟังบางคนที่ชอบออกมาพูดทำให้ประชาชนไขว้เขว บั่นทอนความเชื่อมั่น นับจากนี้ไปอยากให้ทุกคนทำงานหนัก เพื่อช่วยสร้างประเทศ เชื่อมั่นว่าในปี 61 เมื่อผลการลงทุนในโครงการรถไฟรางคู่และอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านออกมา อันดับการแข่งขันของไทยออกมาจะพุ่งทะลุแน่นอนตอนนี้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเลือกให้เข้ามาเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะจะได้ขายข้าวได้ตันละ 1.5 หมื่นบาท นายสมคิด บอกว่า สมมติรัฐบาลถอดใจ ไม่ทำตามยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเพื่ออนาคตที่มั่นคงของบ้านเมืองแล้ว ไปทำอย่างนี้บ้าง รัฐบาลเก่าจำนำข้าวราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท รัฐบาลนี้ทำ 1.8 หมื่นบาท คงสนุกกันใหญ่ความจริงทำไม่ได้ รัฐบาลต้องอดทน ไม่ตอบโต้ มาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกร ชาวนา มีเม็ดเงินลงไปช่วยไม่ใช่น้อย แต่คราวนี้จะยิ่งตรงเข้ากระเป๋าในช่วงที่เหมาะสม เพื่อประคองบรรเทาทุกข์รัฐบาลไม่เคยทิ้งประชาชนที่เดือดร้อน ผมไม่เคยทิ้ง กองทุนหมู่บ้าน ก็มีส่วนสร้างขึ้นมา ธนาคารประชาชน ประชารัฐ ผมก็สร้างขึ้นมา มีหรือจะลืมได้ แต่โครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท เพิ่งระบายสต๊อกหมด ส่วนแบ่งตลาดข้าวของไทยเหลือแค่กว่า 40 เปอร์เซ็นต์จาก 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถูกบางประเทศแทงว่าไทยมีปัญหาช่วงนี้ต้องมองข้ามการเมือง เพราะนักการเมืองฉลาด ยิ่งคนที่ทำงานเพื่อประเทศจริงๆไม่ได้ออกมาพูด ปล่อยให้ใครไม่รู้ออกมาพูด รู้เลยเป็นการเมืองเพียวๆ ถ้าปล่อยให้ประเทศไทยเป็นการเมืองเพียวๆภายใต้สถานการณ์ที่ผมพูดไว้ประเทศไทยจะลำบากขอย้ำว่าการบริหารประเทศกรอบใหญ่ จะต้องยึดมั่นกำหนดทิศทางให้ถูก ถ้าทำให้มั่นคงจะสามารถผลักโครงการต่างๆให้ออกไปได้จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไรว่าเศรษฐกิจดีขึ้นและรัฐบาลถังไม่แตก นายสมคิด บอกว่า รัฐบาลมีงบประมาณ แต่มันติดขัดที่ระบบ และทุกกระทรวงจะต้องร่วมกันยิงตรงงบประมาณบางส่วนลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฐานรากตอนนี้ ส่วนอื่นๆก็ต้องทำให้ทุกอย่างออกตามเวลาวันนี้อย่ามาพูดว่าไทยจีดีพีต่ำสุดในอาเซียน ถ้าเจอสวนกลับจะสั่นกว่านี้ ทั้งหมดที่ออกมาวิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนของผม ยกเว้นพวก มาใหม่ การเมืองไทยควรจะเปลี่ยนได้แล้ว ถ้าอะไรมันดีก็ต้องช่วยกัน สานต่อ ถ้ามีจุดอ่อนก็แนะนำ ไม่ใช่ออกมาบอกว่าอันนี้ก็ไม่ดี อันนั้นก็ไม่ดี รัฐบาลไม่สนใจคนจน เราทำงานกันไม่เหนื่อย แต่ความเหนื่อยเกิดจากการสื่อสารให้คนเข้าใจปัญหาใหญ่คือทำอย่างไรให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่อะไรก็โจมตีกัน เหมือนที่นายกรัฐมนตรีตั้ง 4 คำถาม ก็ตอบโต้กันใหญ่ การเมืองไทยไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง ทั้งหมดอยู่ที่คนไทยจะเลือกว่าต้องการอย่างไรในฐานะที่ผมผ่านวิกฤติมาหลายรอบ มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนเสียสละ มีความอดทนสูงมาก หากอยู่แล้วเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น วิกฤติคราวนี้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนประเทศ ถ้าไม่มีเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีทางปฏิรูปเศรษฐกิจได้แต่พอนักการเมืองได้กลิ่นการเลือกตั้งก็ต้องขยับ หากไม่ขยับจะสาบสูญ เวลาขยับต้องตีรัฐบาล ถ้าตีแบบมีเหตุผลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีเหตุผลมันจะมั่ว ขอร้องว่าเวลาแสดงความคิดเห็นขอให้สร้างสรรค์ไม่มีคำว่าใครดีใครไม่ดี แต่มันเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลง มีทั้งคนที่อยากเปลี่ยนและไม่อยากเปลี่ยน แต่ต้องมีซีกหนึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนและต้องอธิบายให้ซีกที่ไม่อยากเปลี่ยน ได้เห็นว่าการเปลี่ยนจำเป็นอย่างไรอยากให้อ่านในสิ่งที่นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอบริษัทเฟซบุ๊ก ระบุเอาไว้ในงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเป้าหมาย เป้าหมายนี้ไม่ใช่เป้าหมายธรรมดา เพราะทุกคนมีเป้าหมายอยู่แล้ว เป้าหมายของเขาคือการรับรู้และสำนึกในเป้าหมายร่วมที่ใหญ่กว่าที่เขาทำงานสำเร็จที่เฟซบุ๊ก เพราะคิดเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ทำให้ทุกคนมีส่วนรับรู้ว่าต้องมีส่วนร่วมที่สำคัญทำให้เกิดพลังในการทำให้เป้าหมายที่ใหญ่กว่าประสบความสำเร็จ เขารู้ว่าทำเฟซบุ๊กและรวย แต่คนอีกซีกโลกไม่มีจะกิน มีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติแน่นอน เขาก็จะต้องทำอย่างอื่น“วันนี้ประเทศไทยจะต้องรู้ว่าเป้าหมายใหญ่กว่าคือการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ทุกคนต้องขยายเป้าหมายของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นและสำคัญขึ้น ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ทุกคนสำคัญเป็นที่ต้องการ ไม่ใช่คุณอยู่ ผมไป”ถ้าทุกคนมีแต่เป้าหมายส่วนตัวเป้าหมายใหญ่ไม่มีแล้วจะไปได้อย่างไรประเทศไทยยังขาดตรงนี้แล้วเป็นพรรคการเมืองคิดตรงนี้อย่างไร.ทีมการเมือง