ชี้อนาคต – ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน ยิ้มกริ่มหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้งที่กรุงเตหะราน เมื่อ 19 พ.ค. ส่วนนายเอบราฮิม ไรซี คู่ชิงอันดับ 1 (รูปเล็ก) ชูนิ้วเปื้อนหมึก หลังไปลงคะแนนที่คูหาเลือกตั้งอีกแห่งทางใต้กรุงเตหะราน (เอเอฟพี)ป่านนี้คงรู้แล้วว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกมายาวนาน เมื่อ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ใครคือผู้ชนะแม้จะมีผู้ลงสมัครหลายคน แต่เอาเข้าจริงๆ ศึกชิงเก้าอี้ผู้นำครั้งนี้เป็นการชิงดำระหว่างตัวเก็งแค่ 2 คน คือ นายฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน วัย 68 ปี ผู้กุมอำนาจมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งมีนโยบาย “สายกลาง” กับ นายเอบราฮิม ไรซี วัย 56 ปี นักการศาสนาและอดีตอัยการ ซึ่งมีแนวทางออกไปทาง “อนุรักษนิยมสุดโต่ง”ผู้สมัครแถวหน้าอีก 2 คน คือนายเอสฮัค จาฮานกิรี นักการเมืองสายปฏิรูปคล้ายรูฮานี และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ นายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งคล้ายไรซี ต่างชิงถอนตัวหลังโพลชี้ว่าแทบไม่มีโอกาสชนะ จากนั้นจาฮานกิรีประกาศสนับสนุนรูฮานี ขณะที่กาลิบาฟหนุนไรซีส่วนอดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้อื้อฉาว ซึ่งเป็นพวกอนุรักษนิยมหัวรุนแรงสุดโต่งถูก “สภาผู้พิทักษ์” องค์กรที่มีอำนาจสูงสุดสั่งห้ามลงชิงเก้าอี้ผู้นำครั้งนี้ด้วย หลังเขาเกิดขัดแย้งกับ “สถาบันสูงสุด” ซึ่งมี อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำ ทางจิตวิญญาณของประเทศเป็นประมุขในช่วงกุมอำนาจมา 4 ปี รูฮานีซึ่งเป็นนักการศาสนาหัวปฏิรูปใช้นโยบายสายกลาง ให้เสรีภาพประชาชนมากขึ้น และพัวพันประนีประนอมกับมหาอำนาจตะวันตกมากขึ้น หวังให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกน้อยลง และมีปฏิสัมพันธ์ค้าขายกับโลกภายนอกได้มากขึ้นผลงานที่โดดเด่นแต่เป็นที่ถกเถียงคือการบรรลุข้อตกลงโครงการ “นิวเคลียร์” กับสหรัฐฯและมหาอำนาจอีก 5 ชาติในปี 2558 ยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเห็นว่าใช้ “ไม้แข็ง” กับอิหร่านมานานไม่ได้ผลภายใต้ข้อตกลงนี้ อิหร่านยอมระงับโครงการนิวเคลียร์บางส่วน เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนจากสหรัฐฯ รวมทั้งการส่งออกน้ำมัน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างกันดีขึ้นมากแต่อะไรๆ ที่ดูจะไปได้ดีกลับมีปัญหา หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เพราะเขาต่อต้านข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านสุดลิ่ม ชี้ว่าเป็น “ข้อตกลงที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมี” เพราะสหรัฐฯอ่อนข้อให้อิหร่านมากเกินไป จะทำให้อิหร่านเข้มแข็งขึ้น และไม่อาจยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ทรัมป์ถึงขั้นประกาศจะทบทวนข้อตกลงนี้ภายใน 90 วัน และอาจล้มเลิกข้อตกลงในที่สุด เขายังจะเดินทางไปเยือน “ซาอุดีอาระเบีย” ศัตรูตัวเอ้ของอิหร่านในสัปดาห์นี้ด้วยส่วนนายไรซีคู่แข่ง เป็นพันธมิตรและเคยเป็นลูกศิษย์ของอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ประมุขสูงสุด ก่อนลงชิงเก้าอี้ผู้นำเขาไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ส่วนใหญ่ทำงานอยู่หลังฉากในฐานะอัยการ และเป็นประธานมูลนิธิการกุศล “อิหม่าม เรซา” อันทรงอิทธิพล เขาจึงเป็นตัวแทนของสถาบันสูงสุดก็ว่าได้ไรซีชูนโยบายให้อิหร่าน “พึ่งพาตนเอง” และเศรษฐกิจแบบ “อดทนต่อต้าน” แทนที่จะพึ่งพาต่างชาติ เขายังพยายามดึงคะแนนเสียงจากชนชั้นผู้ใช้แรงงาน โดยสัญญาจะช่วยสนับสนุนด้านการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ชูสถานภาพพิเศษของตนที่เป็น “ซัยยิด” หรือผู้สืบเชื้อสายของ “ศาสดาโมฮัมหมัด” ขึ้นมาเป็นจุดขายด้วย ไรซีโจมตีรูฮานีว่ายอมสยบให้สหรัฐอเมริกามากเกินไป และทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ อัตราคนว่างงานสูงถึง 12.5% ยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาวสูงเกือบ 30% ส่วนผู้ที่มีงานทำก็ทำงานในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน เขายังชี้ว่านโยบายทางการทูตเปิดประตูรับโลกภายนอกมากขึ้นของรูฮานี ไม่สามารถลดปัญหาความยากจนและการว่างงานได้ส่วนรูฮานี ก็พยายามชูนโยบาย “ความต่อเนื่อง” โดยอ้างว่าช่วงที่ตนเป็นผู้นำ 4 ปีแรกยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่หมักหมมมาตั้งแต่ยุคนายอาห์มาดิเนจาดได้ และว่า ปัญหาสำคัญเกิดจากการถูกคว่ำบาตรมาเป็นเวลานาน ตนจึงต้องการเป็นผู้นำอีกสมัยเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจรูฮานีสัญญาว่าจะผลักดันให้สหรัฐฯยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมากขึ้น เพราะการถูกคว่ำบาตรทำให้อิหร่านกระดิกพลิกตัวลำบากไม่สามารถค้าขายหรือทำข้อตกลงทางการค้าต่างๆ กับประเทศในยุโรปและเอเชียได้ และอิหร่านจะเดินย้อนกลับไปปิดประเทศแบบเดิมๆไม่ได้แล้วรูฮานียังพยายามทำให้ประชาชนเลือกระหว่างฝ่าย “สุดโต่ง” กับฝ่าย “ปฏิรูป” ซึ่งจะให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น ซึ่งก็ได้ผลไม่น้อย โดยเฉพาะในหมู่คนร่ำรวยในเมืองใหญ่ๆ เขายังชี้เป็นนัยถึงอดีตของไรซีที่เคยเป็นอัยการในยุคทศวรรษ 1980 ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากถูกประหารชีวิตศึกชิงเก้าอี้ผู้นำครั้งนี้จึงสำคัญเป็นพิเศษ เพราะอิหร่านอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ประชาชนต้องเลือกว่าจะให้โอกาสรูฮานีสานต่อนโยบายประนีประนอมกับสหรัฐฯ และโลกภายนอกต่อไป หรือถอยกลับสู่ยุคเดิมๆแต่ผู้ที่มีส่วนต่อการตัดสินใจของชาวอิหร่านอย่างสำคัญ ก็คือนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นเอง เพราะเขาอาจทำให้ชาวอิหร่านไม่น้อยเริ่มหวาดระแวงว่า ความหวังที่จะญาติดีกับสหรัฐฯ ไม่มีประโยชน์สู้ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองดังที่เคยเป็นมาดีกว่า!บวร โทศรีแก้ว