“ตั้งแต่เด็กๆผมเกลียดการเป็นลูกกำนันเป๊าะที่สุดเลย บางวันนอนอยู่ดีๆก็มีหน่วยคอมมานโดมาถีบประตูพังบ้านหาอาวุธหาของหนีภาษี แต่ตรวจกี่ครั้งไม่เคยเจอ ทุกคนมองว่าเจ้าพ่อเลวหมด เอาเป็นว่าถ้าพ่อผมจะเป็นโจรก็เป็นจอมโจรโรบินฮูดล่ะกัน ปล้นคนรวยไปช่วยคนจน!! วิธีการได้เงินของพ่อ ผมไม่รู้ว่าขาวหรือดำ มันออกสีเทาๆ พ่อใช้บารมีตัวเอง แต่ไม่เคยโกงใครมาแน่ๆ หลายคนมองพ่อผมเป็นเจ้าพ่อเป็นคนไม่ดี แต่คุณพ่อไม่เคยสอนผมให้เป็นนักเลง ตั้งแต่เด็กมา พ่อจะสอนแต่ว่ามึงห้ามโกงใครห้ามเอาเปรียบใคร”...นี่คือความในใจลึกๆของนายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี “นายกตุ้ย-ณรงค์ชัย คุณปลื้ม” ลูกชายคนสุดท้องของ “กำนันเป๊าะ-สมชาย คุณปลื้ม” ที่ต้องจำใจกระโดดขึ้นหลังเสือ เข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่นแทนบิดา ซึ่งเผชิญกับวิบากกรรมครั้งใหญ่ ทั้งๆที่พูดมาตลอดว่าไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง แต่ลูกเสือก็ย่อมเป็นเสือวันยังค่ำ เมื่อถูกวางตัวจากบิดาให้เข้ามาสานต่องานการเมืองท้องถิ่น เมื่อ 9 ปีที่แล้ว “ณรงค์ชัย คุณปลื้ม” ก็ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มที่ เพื่อสร้างเมืองแสนสุขให้สุขล้นสมชื่อ จนได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นต้นแบบของพ่อเมืองรุ่นใหม่ ที่ทุกเทศบาลควรจะเอาเยี่ยงอย่างโตมาในครอบครัวนักการเมือง ทำไมไม่ชอบเล่นการเมืองผมรู้สึกมาตั้งแต่เด็กว่าที่บ้านการเมืองเยอะ มีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวาย วันๆมีแต่ปัญหาเข้ามาให้แก้ ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น และไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่งเรื่องของผม เลยพูดมาตลอดว่าไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง โดนดึงตัวเข้ามาแวดวงการเมืองได้อย่างไรหลังเรียนจบปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจบริการ จากซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา กลับมาทำงานโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ได้ 1 ปี คุณพ่อเรียกตัวให้มาช่วยดูแลธุรกิจโรมแรมของที่บ้าน จากนั้นก็ดึงตัวมาลงสมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ตอนนั้นผมอายุ 27 ปี บอกตรงๆว่าช่วงแรกแทบไม่ได้ทำงานการเมืองเลย เราได้รับเลือกตั้งมาก็จริง แต่ไม่ได้ลงไปคลุกคลีใกล้ชิดกับชาวบ้าน เพราะผมโตในกรุงเทพฯ จะกลับมาบ้านเฉพาะวันหยุด และส่วนตัวไม่ชอบยุ่งกับคนอื่น จะอยู่แต่กับญาติในครอบครัว พอเป็นสมาชิกสภาเทศบาลก็ยังไม่กล้าออกไปรู้จักใครเท่าไหร่ เรียกว่าตอนนั้นคุณพ่อให้เป็นก็เป็น เริ่มเข้ามาในสภาเริ่มจะรู้ว่าการเมืองท้องถิ่นเป็นแบบไหน แต่ถามว่าส่วนตัวสนใจไหม ไม่ได้สนใจ และยังพูดตลอดว่าไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง แล้วอะไรทำให้เปลี่ยนใจเข้ามาเล่นการเมืองท้องถิ่นเต็มตัวนายกเทศมนตรีเมืองแสนสุขคนก่อนมาปรึกษาคุณพ่อว่า ทำงานไม่ไหว เพราะเครียดและป่วย อยากให้หาใครทำหน้าที่แทน จึงมาทาบทามผมให้เป็นรองนายกเทศมนตรี พอทำได้อยู่ 2 ปี ท่านก็ขอลาออก ผมเลยต้องรับตำแหน่งนายกเทศมนตรีแทน ในลักษณะตกกระไดพลอยโจนอึดอัดไหมต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบเลยช่วง 9 เดือนแรก รู้สึกทรมาน เพราะเราไม่ชอบงานการเมืองเลย และยังไม่ค่อยรู้จักใคร ต้องปรับตัวเยอะมาก ต้องอาศัยสมาชิกสภาเทศบาลทั้งหลาย และประธานชุมชนต่างๆช่วยแนะนำให้ชาวบ้านรู้จัก จำได้ว่าผมกลับไปบ้านร้องไห้บ่อย เพราะไม่ชอบเลย แรกๆผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเสียสละตัวเองขนาดนี้ เวลาส่วนตัวก็หายไปหมด ต้องทำทุกอย่างเพื่อชาวบ้าน ต้องออกงานศพ งานแต่ง งานตัดริบบิ้นเปิดร้าน ทำทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ หมากัดกัน หรือนักท่องเที่ยวตาย ทุกอย่างนายกตุ้ยต้องรับผิดชอบหมด มีอะไรเป็นแรงใจยึด เหนี่ยวให้สู้ไม่ถอยผมประทับใจกับคำสอนของท่านพุทธทาสว่า ทำให้ดีที่สุดและทำเท่าที่ได้ ไม่ต้องไปคิดว่าคนอื่นจะคิดกับเรายังไง เมื่อคิดได้แบบนี้ จากที่เคยรู้สึกทรมาน ก็ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้นถ้าคนสบประมาทว่าได้เป็นนายกเทศมนตรี เพราะใช้เส้นพ่อ จะตอบโต้ยังไงผมยอมรับว่าได้ตำแหน่งนี้มาง่าย แต่ต้องทำงานพิสูจน์ว่าตั้งใจจริง ถ้าผมไม่ใช่ลูกกำนันเป๊าะก็คงมาถึงจุดนี้ไม่ได้!! บารมีคุณพ่อทำให้ทำอะไรก็สะดวก ติดต่อประสานงานอะไรก็ง่าย แต่มีข้อเสียตรงคนคาดหวังในตัวเราสูงว่าเราต้องมาเป็นตัวแทนพ่อ ทั้งๆที่บุคลิกเรากับพ่อต่างกันฟ้ากับเหว สมัยก่อนต้องมีลูกนักเลง แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้ว คนก็ยังติดว่าสมัยคุณพ่อทำอะไรเด็ดขาด แต่ถึงยุคลูกทำไม่ได้อย่างพ่อ แรกๆผมรู้สึกเครียดที่ถูกเปรียบเทียบกับพ่อ ตอนหลังถึงเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคุณพ่อวางรากฐานไว้ดีมาก แรกๆทำงานลำบากเกร็งไปหมด สมัยคุณพ่อทำงานแบบวันแมนโชว์ แต่สมัยผมจะทำงานเป็นทีม ยุคผมต่างจากยุคคุณพ่อ ตรงที่เราเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น ไม่เหมือนสมัยคุณพ่อที่ไม่มีใครกล้ายุ่ง รอรับคำสั่งอย่างเดียว เขาเลยเดินหน้าเร็วมาก แต่ยุคผมมีเรื่องการตรวจสอบและรายละเอียดเยอะ ที่สำคัญกระเป๋าเราไม่ได้หนาเหมือนคุณพ่ออะไรคือกุญแจสำคัญทำให้ชาวแสนสุขเปิดใจรักนายกตุ้ย ผมเชื่อว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน แรกๆยอมรับว่าอยู่กับชาวบ้านเยอะๆประสาทเสียมาก เพราะคนโน้นก็จะเอาอย่างนี้ คนนี้จะเอาอย่างโน้น ตอนหลังเลยถือหลักเอาตัวเราไปเข้าใจคนอื่น ไม่ต้องให้คนอื่นมาเข้าใจนายกตุ้ย พอใช้วิธีนี้ปรากฏว่าเราอยู่ได้ ทำงานอย่างสบายใจ และผมก็ปรับตัวเองด้วยการใช้ไลฟ์สไตล์เหมือนเดิม ไม่ฝืนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เรา หันมาแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย ไปหาเพื่อนหาแฟน ทำตัวปกติ อยากไปเที่ยวไหนก็ไป ไม่เหมือนนายกเทศมนตรีสมัยก่อนที่ต้องอยู่ติดบ้าน ทำตัวเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน แรกๆคนไม่เข้าใจว่ามาเทศบาลทำไมไม่เจอนายกตุ้ย ผมต้องบอกว่าแล้วคุณนัดผมหรือเปล่า ผมเป็นนายก แต่ก็มีธุรกิจส่วนตัวต้องดูแล มีไลฟ์สไตล์ของตัวเอง จะมาหวังว่าต้องเจอนายกตุ้ยนั่งอยู่เหมือนยาม มันไม่ใช่!! อยากจะเจอก็นัดมา รับรองว่าได้เจอแน่ นี่คือการทำงานสไตล์นายกตุ้ย เมืองแสนสุขยุคนายกตุ้ย แตกต่างกับการทำงานยุคก่อนๆอย่างไรผมจะออกไปทำงานกับองค์กรข้างนอกเยอะ ทำงานกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งสมัยก่อนพวกอาจารย์เหล่านี้ไม่ถูกกับพ่อเลย เวลามาคุยจะเหยียดๆว่าพ่อจบแค่ ป.4 ไม่มีความรู้อะไร แต่อาศัยเงินก็มาเป็นนักการเมืองท้องถิ่นได้ คุณพ่อเลยไม่ชอบยุ่งกับพวกนี้เท่าไหร่ แต่รุ่นผมต้องใช้องค์ความรู้จากพวกนี้ให้เป็นประโยชน์ ผมเข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกองค์กร เพราะต้องการแรงเสริมจากองค์กรเหล่านี้ช่วยผลักดันโครงการต่างๆให้เป็นจริง ผมไม่ใช่คุณพ่อ บารมีไม่ถึง ก็ต้องใช้ความเป็นเด็กเข้าหาผู้ใหญ่ อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝัน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องทุ่มเทให้เต็มที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเมืองแสนสุข ปกติท้องถิ่นเป็นคนแรกที่รู้ปัญหา แต่กลับไม่มีอำนาจในการเข้าไปแก้ไข ผมก็ต้องหาวิธีทำของผมเอง แม้กระทั่งการทำแคมเปญให้เมืองแสนสุขเป็น “สมาร์ท ซิตี้” ก็ต้องวิ่งหาพันธมิตรเองหมด ผมไปหามหาวิทยาลัยบูรพาและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ให้ช่วยเป็นแขนเป็นขา พอเปิดโครงการตีเป็นข่าวใหญ่ คนก็อยากมาร่วมเยอะ โดยที่เราไม่ต้องใช้เงินหลวงสักบาท ตรงนี้ใช้คอนเนกชั่นล้วนๆ หลายคนเจออุปสรรค รัฐบาลไม่ให้เงินก็ล้มเลิกไป แต่ผมมองว่าเป็นความท้าทายที่ต้องทำให้สำเร็จ ทุกคนมองว่านายกควรแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ แต่เอาเข้าจริงๆมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นน้อยมาก แต่ผมไม่ท้อหรอก ถ้าทำอะไรให้เมืองของเราดีขึ้น ผมก็จะลุยเต็มที่ หาทุกวิถีทางเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเมืองแสนสุข ผมมีความสนใจเรื่องสาธารณสุข ตั้งแต่เป็นรองนายกได้เยี่ยมบ้านชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ ทำให้รู้ซึ้งถึงปัญหาสุขอนามัยของผู้สูงวัย จึงผลักดันให้เกิดโครงการสร้างเมืองสุขภาพดี “เฮลตี้ ซิตี้” ตอนหลังมหาวิทยาลัยซากุของญี่ปุ่น มาดูงานที่เมืองแสนสุข เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับคนชรา เลยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือฝึกอบรมเรื่องการดูแลสุขอนามัยของผู้สูงอายุ ผมคนเดียวคงประสบความสำเร็จไม่ได้ ต้องทำงานแบบบูรณาการ โดยผมจะเป็นผู้จัดการทีม ดึงทุกฝ่ายทุกองค์กรให้มาร่วมกันทำงานใหญ่ แทนที่จะต่างคนต่างทำ แล้วซ้ำซ้อนกันไปมา ถึงวันนี้แล้ว มีความสุขกับการเป็นนายกเทศมนตรีหรือยังทำอะไรก็จะต้องทำให้ดีที่สุด ไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลังว่าทำไมเราเป็นนายกด้อยคุณภาพ ผมอยากให้คนเข้ามาในเมืองแสนสุข แล้วรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุด อยู่แล้วมีความสุข ผมเป็นนายกมาเป็นปีที่ 8 ปีนี้เราได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับเจ็ดของประเทศ ซึ่งถือเป็นความภูมิใจ ตรงนี้เป็นนโยบายของผมเลยคือ เราต้องเป็นเมืองท่องเที่ยวน่าอยู่ ผมได้ตำแหน่งมาง่ายก็จริง แต่ผมทำงานเหมือนแข่งกับคน 10 คน ทุกวันนี้กำลังเดินหน้าผลักดันโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองแสนสุข เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองของเราให้เป็นเมืองสถาปัตยกรรมชั้นนำ.ทีมข่าวหน้าสตรี