คตินิยมเจ้านายไทยพ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์สุโขทัย แขวนกระดิ่งให้ราษฎร ที่ “เจ็บท้องข้องใจ” สั่นร้องทุกข์บอกเรื่องราว... เจ้านายไทย...ทรงทำต่อเนื่องยาวนานสมัยรัชกาลที่ 3 ราษฎรก็รู้ดี มีพระเมตตา เมื่อเสด็จออกเยี่ยมราษฎรก็พยายามเฝ้ารอรับเสด็จ ถวายฎีกา“ตีกลองร้องทุกข์ถวายฎีกา” ทัศนา ทัศนมิตร (สำนักพิมพ์ ร.ศ.229 พ.ศ.2554)แต่การถวายฎีมาในช่วงเวลาที่ต้องอารักขาเข้มแข็ง นั้น...เป็นเรื่องยากลำบาก ทุลักทุเล หากราษฎรตั้งใจเข้ามาถวายฎีกา ถึงในพระราชวังก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก“การร้องทุกข์นั้น ถ้าทำได้ทุกวันทุกเวลา คงจะช่วยราษฎรได้มาก” มีพระราชดำริ เช่นนี้ โปรดให้นำกลอง...ใบหนึ่ง พระราชทานชื่อ “วินิจฉัยเภรี” ไปตั้งไว้ให้เจ้าหน้าที่กรมวังคอยดูแลเมื่อมีผู้ตีกลอง ประสงค์จะถวายฎีกา ตำรวจก็จะรับตัวไว้ ไต่สวนเบื้องต้น พอทราบเรื่องราวแล้ว จึงนำขึ้นกราบบังคมทูล เมื่อทรงวินิจฉัย ก็มีพระบรมราชโองการสั่งให้ชำระความ ให้ผู้ร้องทุกข์ได้รับความเป็นธรรมโดยไม่เปิดช่องให้ขุนนางผู้ใดเข้ามาแทรกแซงธรรมเนียมการตีกลองร้องทุกข์ถวายฎีกา สืบเนื่องต่อมา ถึงในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่วิธีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง ดังประกาศกำหนดเวลาถวายฎีกา (ปีมะโรง อัฐศก) ความตอนหนึ่งว่าเมื่อถึงวัน 7 ค่ำ 14 ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินออก ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ โปรดให้ตีกลองวินิจฉัยเภรี ร้องเรียกคนร้องฎีกาเมื่อใด ก็ให้นำเรื่องราวของตนมาทูลเกล้าฯ ถวายที่หน้าพระที่นั่งถ้าถึงวันมีพระราชกิจอื่นมาก จะมิได้เสด็จพระราชดำเนินออกไป ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส เสด็จออกไปทรงคอยรับฎีกาของราษฎรแต่มีปัญหา เรื่องการเขียนข้อความ ในคำร้องถวายฎีกา...มีประกาศ การที่จะทูลเกล้าฯถวายฎีกา ณ วันอังคาร เดือน 5 แรม 8 ค่ำ ปีมะเมีย ยังเป็นนพศก...ความบางตอนว่าถ้าผู้แต่งเรื่องราวให้ไม่มี ก็ให้ผู้จะร้องฎีกา ให้แก่กรมล้อมพระราชวัง ขอให้ช่วยเขียนให้ แล้วรับไปตรวจอ่านดู ถ้าชอบใจเห็นว่าถูกความแล้ว ก็จงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเถิดห้ามอย่าให้กรมล้อมพระราชวัง เรียกค่าธรรมค่าจ้างเขียนมากไปกว่า สองสลึงอนึ่ง อย่าให้กักความไว้ไม่เขียนนานกว่า 15 วัน ถ้ากักไว้ช้า หรือเรียกค่าธรรมเนียมเขียนมากไป ให้ร้องกล่าวโทษกรมล้อมพระราชวังเองผู้ถวายฎีกาหน้าพระที่นั่งนั้น ก็ทรงพระราชทานเงินคนละสองสลึง ทุกคน เป็นค่าว่าจ้างเขียนผมอ่านประกาศของรัชกาลที่ 4 แล้วซาบซึ้งจนน้ำตาไหล เจ้าชีวิตคนไทยนั้น ท่านมีพระมหาเมตตาธิคุณ มีพระมหากรุณาธิคุณ แก่ราษฎรเป็นหนักหนาเมื่อมีเรื่อง ตีกลองร้องทุกข์ถวายฎีกา...นอกจากทรงรับวินิจฉัย ตัดสินให้ความเป็นธรรมเต็มที่ ยังมีน้ำพระทัย พระราชทานค่าเขียนคำร้องทุกข์ ให้ทุกคนการร้องทุกข์สมัยนั้น จึงไม่เป็นเรื่องของคนมั่งมี ราษฎรที่ยากจนก็กระทำได้ เงินสองสลึงพระราชทานค่าเขียนคำร้องนั้น จึงเป็นเสมือนรางวัลพระราชทานวันนี้วันที่ 3 พ.ค. วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก...ครับ...ผมฟังเพื่อนพ้องน้องพี่ รำพึงรำพัน เรื่องการตีทะเบียนนักข่าวไทย...เป็นทำนองว่าเป็นการกดขี่ แล้วนึกอะไรไม่ออก ทำได้แค่ พยายามค้นเรื่องเก่าๆ มาเล่าสู่กันฟังนึกถึงโคลงบทหนึ่ง...บารมีพระมากพ้น รำพัน...เจ้านายเก่าๆ ท่านพยายามสร้างสมพระบารมีทุกวี่ทุกวัน... เรื่องบารมี...นี่เป็นเรื่องเฉพาะตัว คนมีอำนาจสมัยใหม่...ดูจะไม่เข้าใจ และดูเหมือนจะทำกันไม่เป็น.กิเลน ประลองเชิง