สุกรี กลิ่นมาลี อายุ 60 ปี รู้จักกันในชื่อตาจืด เป็นคนตำบลบางกะพ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อก่อนเป็นเซียนตกกุ้ง แต่วันนี้เป็นเจ้าของรีสอร์ต ชื่อบ้านกุ้งแม่น้ำ ริมแม่น้ำแม่กลองชื่อรีสอร์ตตั้งขึ้น เพราะผูกพันกับวิถีชีวิต ที่หากินมากับกุ้งแม่น้ำสุกรีความรู้แค่ ป.6 ทำงานมาแล้วสารพัด เป็นกรรมกรเหมืองแร่ดีบุก ที่พังงา เมื่อยังตั้งหลักไม่ได้ ก็กลับมาบ้านบางกะพ้อม แม่ขอเมียให้ แต่งให้แล้ว ให้ที่ 200 ตารางวา ปลูกกระต๊อบอยู่มีเมียแล้วแต่ยังไม่มีอาชีพเลี้ยงครอบครัว บ้านอยู่ใกล้ริมแม่น้ำแม่กลอง พอมีพื้นฐานตกกุ้งแม่น้ำอยู่บ้าง ก็เริ่มอาชีพตกกุ้ง ตกได้มาก ก็ขาย ได้น้อยก็แค่พอกินตอนตกกุ้งใหม่ๆขายกิโลกรัมละ 40 บาท สุกรีตกจริงจังอยู่ห้าปี ได้กุ้งเท่าไหร่ ก็เอาไปขายที่ตลาดแม่กลอง“ตอนนั้นยังไม่มีคนนิยมกุ้งแม่น้ำ ไม่มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่” สุกรีว่านอกจากกุ้งที่ตัวเองตกได้ ก็ยังรับฝากกุ้งของเพื่อนไปขาย เขาแบ่งให้เจ้าละ 5 บาท ทำอย่างนี้อยู่สองสามปี ก็เจอปัญหากุ้งน้ำหนักขาด จึงตัดสินใจเปลี่ยนจากรับฝาก มาเป็นรับซื้อเองถึงเวลานี้ กุ้งแม่น้ำกิโลกรัมละ 200 บาท แต่การขายแค่ในสมุทรสงคราม ก็เจอปัญหาขายไม่ได้ กุ้งตกค้าง ดองไว้สามวันก็เน่า ต้องเอาไปเททิ้งน้ำ จึงต้องขยับขยายไปขายถึงปทุมธานี สุดท้ายไปส่งขาย กรุงเทพฯสุกรีเอากุ้งไปครั้งละ 120-150 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 500 บาท ส่งกุ้งได้ไม่กี่ปี ก็มีเงินปลูกบ้านสบายๆอยู่ได้ไม่นาน ถึงปี 2541 ฟองสบู่แตก ส่งกุ้งไปแต่ละร้าน ก็ติดเงิน รวมแล้วนับล้าน สุกรีหมดเนื้อหมดตัว กลับมานั่งอยู่ตรงปากประตูบ้าน ปรับทุกข์กับเมีย เมียไม่พูดอะไร เอาแต่นั่งร้องไห้“ตัดสินใจเลิกซื้อกุ้ง” สุกรีว่า “คนตกกุ้งมาจอดเรืออยู่เต็มท่าน้ำหน้าบ้าน มาอ้อนวอนให้ซื้อ บอกไม่รู้จะซื้อไปขายใคร เพราะขายไม่ได้จริงๆ”เพื่อนๆคนตกกุ้งแม่น้ำก็อับจน พ่อค้าซื้อกุ้งแม่น้ำเองก็อับจน สุกรีเดินขึ้นบ้าน นอนก่ายหน้าผากคิดว่าจะทำมาหากินอะไรยังคิดอะไรไม่ออก ลุกขึ้นเดินไปที่ตุ่มเลี้ยงปลาแรด...สุกรีเลี้ยงปลาแรดมาสิบปี ไม่ได้เลี้ยงไว้ขาย เลี้ยงไว้ดูเล่น เอาเหยื่อไปให้ปลาเผลอพูดกับปลา “มึงไม่คิดจะช่วยกูบ้างเหรอ อยู่กับกูมาตั้งหลายปี”พูดแบบสติแตกกับปลาไปแล้ว คิดขึ้นมาได้ ปลายังอยู่ในตุ่มได้ ถ้าเอากุ้งมาขังไว้ 15 วันไม่ตาย เราก็ซื้อกุ้งแม่น้ำไปขายต่อได้เห็นทางออกอาชีพแล้ว สุกรีขอเงินเมีย 2,500 บาท เมียถามจะเอาเงินไปทำอะไร“จะลองทำบ่อเลี้ยงกุ้ง” สุกรีว่า “ถ้าหากสำเร็จ งานนี้รวย”สุกรีออกไปซื้ออิฐบล็อกกับปูนก่อเป็นบ่อเล็กๆ ซื้อตัวทำออกซิเจนมา 500 บาทไปซื้อกุ้งเอามาขังไว้เดือนหนึ่งกุ้งไม่ตาย สุกรีทำบ่อขึ้นมา 11 บ่อ ซื้อกุ้งมาขังเพิ่ม มีคนแถวบ้านโป่ง นครปฐม มาซื้อก็เอากุ้งตายขายก่อน กุ้งเป็นขังไว้ ยืดอายุการตาย ทำให้ไม่มีของเสียหาย เงินเหลือเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อนๆมาเห็นบ้าน แนะนำให้ทำรีสอร์ต ตอนนั้นสุกรีมีเงินไม่พอ ที่มีก็อยากเก็บไว้กินตอนแก่ เพื่อนรู้เข้าก็พาคนแถวโรงเลื่อยห้วยชินสีห์มาลงทุนให้ แบ่งรายได้ 60/40 เขาทำให้ทุกอย่าง เราแค่ดูแลเก็บเงินแต่คิดๆไป เห็นว่าเราน่าจะทำเอง เริ่มลองทำดู 4 หลัง ลงทุนไป กว่าล้านบาท ชื่อบ้านกุ้งแม่น้ำ เป็นชื่อที่นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตั้งให้ เหตุผลง่ายๆ ผู้ว่าฯเรียกสุกรีว่า “กุ้งแม่น้ำ”คนรู้จักรีสอร์ตกุ้งแม่น้ำจากเว็บไซต์ เริ่มมีคนพักมากขึ้น ห้องพักราคา 600 บาท คนแย่งกันนอน ก็ลงมือสร้างอีก 12 หลัง หมดไป 2 ล้านบาทมุ่งมั่นกับงานรีสอร์ต จนยอม “ปล่อยขาคนตกกุ้ง” ขาประจำที่เคยเอากุ้งมาขาย จะไปขายใครก็ตามใจ หนี้สินที่เคยติดค้างกัน ก็ไม่ตามทวงหมดเงินก็หยุดสร้าง ขายแต่ห้องพักไปก่อน พอรวบรวมเงินล้านกว่า ก็ลงมือสร้างใหม่“ตอนนี้ห้องพักทั้งหมด 16 หลัง วันหนึ่งทำรายได้หกเจ็ดพันบาท” สุกรีบอกก่อนหน้านี้ สุกรีเคยเป็นประธานชมรมคนตกกุ้งแม่น้ำ สมาชิกชมรมต้องตกกุ้งแบบอนุรักษ์ ช่วยกันดูแลเรื่องน้ำเสีย คอยดูว่ามีใครเบื่อกุ้ง ใครช็อตปลาที่ไหนมีคนไปฟ้องนายประภาส ยินดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ว่ามีการเบื่อกุ้ง ผู้ว่าฯโกรธ ทั้งๆที่ยังไม่เชื่อว่าน้ำเต็มสองฝั่ง จะเอายาแบบไหนมาเบื่อกุ้งให้ตาย สุกรีอธิบาย เอายาฆ่าหญ้าขวดเดียว เทลงริมตลิ่ง ประเดี๋ยวเดียว กุ้งแม่น้ำก็ตายแบบลอยแพพ้นหน้าที่ประธานชมรมคนตกกุ้งมาแล้ว สุกรีก็ยังมีแก่ใจ ช่วยกัน ดูแล ทุกคนมีโทรศัพท์ ใครเบื่อตรงไหนก็โทร.เรียกพรรคพวกไปจัดการ“ตอนนี้คนเบื่อกุ้งไม่ค่อยมีแล้ว”กุ้งแม่น้ำนับวันก็ยิ่งน้อยลง ตอนสุกรีทำบ่อกุ้ง ได้กุ้งตัวเมียที่มีไข่ ปล่อยลูกออกมาเต็ม สุกรีไปซื้อท่อมาต่อแล้วปล่อยกุ้งลงแม่น้ำ คิดว่าน่าจะช่วยเพิ่มปริมาณกุ้งแม่น้ำในแม่น้ำแม่น้ำแม่กลองตกกุ้งได้ทั้งปี การตกกุ้งอยู่ที่ความชำนาญ ที่สำคัญคือความขยัน ต้องขยันย้าย ขยันขยับ วิชาพวกนี้สอนกันไม่ได้ ต้องใช้ ประสบการณ์โดยตรงอย่างคันเบ็ดหนักสองขีดครึ่ง ถ้าหนักมากกว่านั้นต้องเอาออก มือจะชินกับคันเบ็ดน้ำหนักเท่านี้เวลาเกี่ยวเหยื่อคือกุ้งใสตัวนิดเดียวเข้าไป ลองยกคันเบ็ด เหยื่อหมดไม่หมดต้องรู้ โดยใช้มือสัมผัส บางทีปลาตอดเหยื่อไป เหลือแต่เบ็ดเปล่าๆ ความรู้สึกตรงนี้ต้องรู้ให้ได้ คันเบ็ดกับมือจะต้องสมดุลกันยกแล้วต้องรู้ว่าน้ำหนักเหยื่อเท่านี้ น้ำหนักเบ็ดเท่านี้ ถ้าน้ำหนักเพิ่มแสดงว่ากุ้งเกาะแล้ว สายเบ็ดเต้นนิดเดียว ถ้าตาเราไม่ไวพอ ก็มองไม่เห็น อาศัยว่าเราต้องยกคันเบ็ดบ่อยเวลาตกกุ้ง ดูหัวน้ำขึ้นกับหัวน้ำลง ถ้าเป็นเวลากลางคืนจะดูพระจันทร์ เดือนขึ้นน้ำลง เดือนตรงน้ำขึ้น คือถ้าพระจันทร์ตรงหัว น้ำขึ้น ถ้าพระจันทร์ขึ้นน้ำลงอุปกรณ์เตรียมให้พร้อม คันเบ็ด เข็ม ตะกั่วหรือฟิวส์ สายยูคันเบ็ด สายเอ็น กระชัง เหยื่อ ตะเกียง ไปตกกุ้งแต่ละครั้ง 120 บาทต้องมี เป็นค่าโสหุ้ย น้ำมันเติมเรือ แก๊ส เข็ม เอ็น ฟิวส์ ใช้พันเข็มที่งอเป็นเบ็ดโชคดีคืนไหนตกกุ้งได้ตัวแรกตัวใหญ่ ถือว่ารอดโสหุ้ยการตกกุ้งไม่ได้ใช้เฉพาะกลางคืน แต่อาศัยตามจังหวะน้ำ บางทีแดดเปรี้ยงก็มีคนตกแต่ตอนนี้ร้อนมากสู้แดดไม่ไหว ส่วนมากจะตกกลางคืน คนตกกุ้งเวลาได้กุ้งมา ก็อยากเอาไปขายแล้วกลับบ้านนอน เพราะอดนอนมาทั้งคืน หรือตกกลางวันไปแดดเปรี้ยงกลับมาก็เพลีย อยากจะนอน ไม่อยากไปไหนผ่านชีวิตคนตกกุ้ง จนเป็นคนขายกุ้ง ทำรีสอร์ตแล้วก็ยังรับซื้อกุ้ง มาปรุงอาหารเลี้ยงลูกค้า ชีวิตมาได้ไกลขนาดนี้ ก็เพราะกุ้งแม่น้ำ สุกรีเริ่มได้ความคิดใหม่เงินที่ได้มา แม้ดูเป็นอาชีพบริสุทธิ์ แต่คล้ายๆเป็นเงินบาป สุกรีคิดอย่างนี้ จึงทำบุญทุกปี ตั้งใจว่าอีกสองสามปีจะเกษียณตัวเอง ตอนนี้ขอเก็บเงินให้พอกินตอนแก่ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น.