เมื่อ 3 ปีก่อน สมาพันธ์ต่อต้านสินค้าปลอมระหว่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลว่า มีการยึดสินค้าเลียนแบบที่จีนคิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 34,000 ล้านบาท) ทั้งที่คนจีนเริ่มเขยิบฐานะจากชนชั้นล่างขึ้นมาเป็นคนชนชั้นกลาง นั่นแสดงให้เห็นว่าคนรวยมากขึ้น สามารถจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ต้องสะดุ้งสะเทือนโดยเฉพาะรสนิยมของการบริโภคสินค้า ทั้งเรื่องกิน & ดื่ม ของสดๆ ใหม่ ที่อิมพอร์ตจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย แต่ “จีน” ก็เป็นที่เลื่องลือเรื่องสารพัดปลอมทำให้ผู้ผลิต 2 ประเทศ สรรหาทีมมาพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันของปลอม โดยติดตั้งระบบติดตาม ใส่รหัส ไว้คอยสกัดกลุ่มพ่อค้าขี้โกงที่ สร้างความเสียหายไปทั่วโลกราวปีละ 40,000 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 1.3 ล้านล้านบาท จากเดิมที่มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง HP กับห้างวอลมาร์ต ซึ่งล่วงหน้าติดตั้งไปแล้วเพราะมูลค่าการส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ไปยังจีน นับแต่ปี 2550 อัพขึ้นสี่เท่าตัวเป็น 12,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องอาหารการกินกับเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าส่งออกของออสเตรเลียเป็นสินค้าทางการเกษตร มากกว่า 5 ปีก่อนหน้า 2 เท่าตัวเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน สามารถใช้แอพพลิเคชั่น “WeChat” ของจีนเอง สแกนว่าสินค้าที่วางขายนั้น ต้นทางผลิตมาจากไหน อาลีบาบา เองก็เริ่มนำร่องตั้งระบบติดตามและเซ็นสัญญากับ บ.ฟอนเทอร์รา ผู้ผลิตนมรายใหญ่ในกีวี และวิตามินเสริม “แบลคมอร์ส” จากออสเตรเลียไปแล้วส่วนที่เมืองโอ๊คแลนด์ ณ กีวี มร.วอลเกอร์ จง ผู้บริหาร บริษัทโอเชียเนีย เนเชอรัล ผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้ บอกว่าเขาใช้การเรียนรู้นิสัยช็อปปิ้ง พฤติกรรมใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และการชอบเข้าร้านสะดวกซื้อของคนจีน แล้วสร้างระบบสแกนนิ่งของตัวเอง ด้วยต้นทุน 1 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์แต่ไม่ว่าจะพยายามอุดทุกจุดให้พ้นจากเหล่าจอมโจรฉกไอเดียยังไงก็ไม่พ้นกลโกงแก้เกมกลับ เพราะแม้แต่กล่องแพ็กเกจจิ้งยังก๊อปจนเหมือนจริง ผู้ส่งออกเนื้อก็ยังจัดส่งแบบไม่ได้บรรจุหีบห่อให้กับลูกค้า “หนทางเดียวที่จะพิสูจน์จริงได้ก็คือเทสต์ครับ” มร.จงกล่าวไว้...ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ