“โรงเรียนนิธิปริญญา” ถนนดินแดง แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบขนาดกลาง เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2500นับเป็นเวลากว่า 60 ปี...บนเนื้อที่ทำเลทองใจกลางกรุงเทพมหานครแวดล้อมไปด้วยคอนโดมิเนียมราคาสูง บนเนื้อที่ 4 ไร่ หรือ 1,600 ตารางวา ตารางวาละ 650,000 มูลค่าที่ดินก็พันกว่าล้านบาทเลยทีเดียวแต่...เพื่อสานต่ออุดมการณ์เดิมในการจัด “การศึกษา” เพื่อช่วยเหลือสังคมของ นางศิระ ปัทมาคม ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงทำให้ทายาทกองมรดกยังคงยึดมั่นในการดำเนินกิจการโรงเรียนต่อไป ในขณะที่โรงเรียนเอกชนอื่นๆในละแวกใกล้เคียงส่วนใหญ่ได้เลิกกิจการกันหมดแล้ว เพราะผลประกอบการไม่คุ้มค่าเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา...ทายาททุกคนของนางศิระได้จัดตั้งขึ้นเป็นคณะกรรมการหุ้นส่วนเพื่อบริหารโรงเรียน โดยมอบหมายให้นายสมศักดิ์ จามิกรณ์ ผู้จัดการมรดกของนางศิระ ปัทมาคม ดำเนินการแต่งตั้งนางสาวภัทรชริญา ปัทมาคม เป็นตัวแทนผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน...ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้คราวละ 2 ปี ต่อมา...ตัวแทนผู้รับใบอนุญาตได้ทุจริต เบียดบังเอาเงินและทรัพย์สินของโรงเรียนโอนย้ายเข้าในบัญชีของตน รวมทั้งเงินอุดหนุนโรงเรียน ซึ่งเป็นเงินที่กระทรวงศึกษาธิการให้การสนับสนุนแก่โรงเรียนเอกชนต่างๆ คิดเป็นรายหัวต่อจำนวนนักเรียนแต่ประเด็นสำคัญ...ไม่ยอมโอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนคืนแก่กองมรดกรวมระยะเวลา 4 ปีเต็ม ที่ทายาทเจ้าของโรงเรียนนิธิปริญญาได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล เพื่อให้ได้สิทธิในการบริหารกิจการโรงเรียนและใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนกลับคืนมาทั้งยังมีการร้องขอความเป็นธรรมไปยังกระทรวงศึกษาธิการหลายครั้ง แต่น่าสนใจว่า...ไม่ได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใดอ้างถึงจดหมายลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง ขอให้ทบทวนการพิจารณาและมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนิธิปริญญา เรียน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำเนา เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอ้างถึง หนังสือของท่าน ที่ ศธ 0211.6/109 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 สาระสำคัญกล่าวคือ...อ้างว่าเมื่อคดีถึงที่สุด “ส่งผลให้ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนิธิปริญญายังคงเป็นของนางสาวภัทรชริญา ปัทมาคม ตามมาตรา 106 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550”ข้าฯขอโต้แย้งว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งหกในการถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนิธิปริญญา จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามและ สช.ต้องรับฟังตามคำพิพากษาของศาลว่า นางสาวภัทรชริญามีฐานะเป็นเพียงผู้ถือใบอนุญาตแทนทายาทของนางศิระ ปัทมาคมเท่านั้น เมื่อศาลพิพากษาให้พ้นจากการทำหน้าที่ ต้องตีความว่า...การหมดหน้าที่ตัวแทน ทำให้ตัวแทนต้องส่งมอบทรัพย์สินและการถือใบอนุญาตคืนการที่ สช.ตีความว่า...เมื่อศาลพิพากษาเพิกถอนการเป็นตัวแทนแล้ว แต่นางสาวภัทรชริญา ยังคงมีอำนาจเป็นผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนอยู่ตามมาตรา 106 จึงไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลการหมดหน้าที่ตัวแทนนั้น เกิดจากคำพิพากษาของศาล ทายาทกองมรดกสามารถเข้าบริหารจัดการโรงเรียนได้โดยทันที จึงขอให้ สช.ทบทวนข้อกฎหมายและมีคำสั่งตามสมควรต่อไปตัดตอนมาถึงประเด็นที่สอง...ส่วนที่ได้วินิจฉัยว่า นางสาวภัทรชริญาถูกคำพิพากษาลงโทษจำคุกยักยอกเงินของโรงเรียนไม่ถือว่าบกพร่องในศีลธรรมอันดีเห็นว่า...แม้คำพิพากษาจะยังไม่ถึงที่สุด แต่การบริหารกิจการโรงเรียนเอกชนโดยไม่ชอบ โดยปราศจากอำนาจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนทั่วไป ทั้งคำพิพากษาของศาลดังกล่าวยังผูกพันคู่ความจนกว่าจะมีกลับหรือแก้ ตราบใดที่ยังไม่มีการกลับหรือแก้ต้องถือว่ามีผลบังคับอยู่ตามกฎหมายดังนั้น...การนำเงินรายได้ของโรงเรียนอันเป็นทรัพย์มรดกไปดำเนินการโดยปราศจากอำนาจและไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทย่อมสร้างความเสียหายให้แก่ทายาทอื่นด้วยนอกจากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว ตัวแทนผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนคนนี้ยังเป็นผู้ครอบครองเงินอุดหนุนรายเดือนจากกระทรวงศึกษาธิการ ประมาณเดือนละ 600,000 บาท...เป็นการครอบครองทั้งที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบกิจการโรงเรียนนิธิปริญญาคืนให้แก่กองมรดกของนางศิระแล้วถือว่า...เป็นการครอบครองโดยปราศจากอำนาจและอาจทำให้กระทรวงศึกษาธิการเสียหายไปด้วย เพราะเป็นการส่งเงินอุดหนุนให้แก่บุคคลที่ไม่มีอำนาจใดๆสมศักดิ์ จามิกรณ์ ผู้จัดการมรดก ย้ำว่า บัดนี้ “ศาลแพ่ง” และ “ศาลอุทธรณ์” ได้โปรดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นตัวแทนของผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ให้ผู้ถือใบอนุญาตส่งมอบกิจการโรงเรียนและทรัพย์สินทุกประเภทแก่กองมรดกของนางศิระโดยคำพิพากษาได้ถึงที่สุดแล้ว และอยู่ในระหว่างการบังคับคดีไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ตัวแทนผู้ถือใบอนุญาตที่ถูกศาลพิพากษาเพิกถอนแล้ว ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยปราศจากอำนาจ รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการก็ยังคงส่งเงินอุดหนุนกิจการโรงเรียนเข้าในบัญชีของตัวแทนผู้กระทำผิด ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและให้ชดใช้ค่าทดแทนในคดีละเมิด“ที่ผ่านมา...ทางกระทรวงศึกษาธิการมีข้ออ้างได้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด จึงไม่ยื่นมือเข้ามาสอบสวนใดๆ ทั้งๆที่ทายาทเจ้าของกิจการผู้เป็นหุ้นส่วนโดยผู้จัดการมรดกได้ทำหนังสือร้องเรียนและขอความเป็นธรรมให้กระทรวงเข้าควบคุมกิจการหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับการเรียกไปสอบถามแต่อย่างใด เป็นการใช้ดุลพินิจของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว”“คดีโรงเรียนนิธิปริญญา” เรื่อง การเพิกถอนตัวแทนผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนิธิปริญญาได้ถึงที่สุดแล้ว โดยศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนางสาวภัทรชริญา ปัทมาคม ออกจากการเป็นตัวแทนทายาทในการถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนิธิปริญญา ให้ส่งมอบกิจการโรงเรียนนิธิปริญญา การทำหน้าที่ผู้จัดการโรงเรียน การครอบครองใช้สอยสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์คืนแก่ทายาทหรือกองมรดกผลของคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการต้องโอนกิจการคืนให้แก่นายสมศักดิ์ จามิกรณ์ ผู้จัดการมรดกนางศิระ ปัทมาคม เจ้าของโรงเรียน ทั้งศาลได้ออกหมายบังคับคดีเป็นที่เรียบร้อย เมื่อผลทางกฎหมายให้ปฏิบัติเช่นนี้ กระทรวงศึกษาธิการโดยคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยพลัน เพื่อให้กองมรดกของนางศิระได้รับความเป็นธรรม“คดีโรงเรียนนิธิปริญญา” เป็นกรณีศึกษาสำคัญ ช่องว่างที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังเกิดจากอะไรกันแน่ จบเรื่องการฟ้องร้องทางกฎหมายเหตุไฉนกระบวนการขั้นตอนของโรงเรียนยังติดขัด เรื่องนี้เหมือนผงเข้าตา...แต่เขี่ยเท่าไหร่ก็เขี่ยไม่ออก.