“น้ำ” ปริมาณมากจาก “ภาคเหนือ” กำลังจะไหลลงสู่ “ภาคกลาง”...การเฝ้าระวังเพื่อเตรียมตัว...ทำอย่างไร? อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดประเด็นนี้ไว้เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชวนให้ติดตามในการประเมินและการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง อยุธยา และกรุงเทพมหานคร หัวใจสำคัญคือการดู “สถานีวัดน้ำท่า” (ค่าปริมาณน้ำไหลผ่าน) และ “สถานีควบคุมการระบายน้ำหลัก” เริ่มจาก...จุดเช็กปริมาณน้ำหลากและน้ำท่วมจากเหนือลงใต้ให้ดูการระบายน้ำและระดับน้ำจาก 4 สถานีหลักตามลำดับการไหลของน้ำ จุดที่ 1 สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ความสำคัญตรงนี้...เป็นจุดรวมของ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ก่อนเข้าสู่ภาคกลางตอนบน ถือเป็น “ด่านแรก” ที่ใช้บอกปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมา หากสถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูง (เริ่มเกิน 1,500-2,000 ลบ.ม./วินาที) แสดงว่า “มวลน้ำเหนือ” กำลังลงมา “ปริมาณมาก”จุดที่ 2 ที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท (สถานี C.13)ความสำคัญ เป็น “ประตูหลัก” ในการบริหารจัดการน้ำ ที่จะชี้ชะตาพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง หากอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนมีการระบาย...ต่ำกว่า 700 ลบ.ม./วินาที สถานการณ์ปกติ ปลอดภัย, ไม่เกิน 700-1,000 ลบ.ม./วินาที พื้นที่ส่วนใหญ่ยังปลอดภัย ส่วนน้อยเริ่มมีน้ำล้นระบาย 1,500–2,000 ลบ.ม./วินาที พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน จ.อยุธยา (เช่น อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล) จะเริ่มถูกน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม, ระบาย 2,000–2,500 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป พื้นที่ลุ่มต่ำและในคันกั้นน้ำบางจุดต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและให้เตรียมยกของขึ้นที่สูงทันทีระบายเกิน 2,500 ลบ.ม./วินาทีขึ้นไป ภาคกลางตอนล่างต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิดและถือเป็นระดับวิกฤติที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างถึงปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯจุดที่ 3 สถานี C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นจุดเช็กมวลน้ำด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ หากปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 2,500-3,000 ลบ.ม./วินาที จะเริ่มส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในคันกั้นน้ำหรือพื้นที่นอกคันกั้นน้ำของพื้นที่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลทันทีจุดที่ 4 สถานีวัดระดับน้ำ ม.เจ้าพระยา หน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ (ปากคลองตลาด กทม.) มีความสำคัญเป็นจุดชี้ชะตาของกรุงเทพฯ หากระดับน้ำทะเลหนุนสูง (หน่วยเป็นเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หรือ ม.รทก.) ร่วมกับปริมาณน้ำหลาก หากระดับน้ำแตะหรือเกิน 2.00–2.20 ม.รทก. พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่มีแนวเขื่อนถาวรจะเกิดน้ำหนุนเอ่อท่วมทันทีจากดราม่าวงการพยากรณ์อากาศที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรง เกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดเสียงแตกในหมู่ประชาชน และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์... เอาเข้าจริงๆสิ่งที่ประชาชนกลัวที่สุดจากดราม่านี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ฝนตกหนักหรือน้ำท่วม” ตามธรรมชาติแต่คือ...“ความไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงจนเตรียมตัวไม่ทัน”กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “น้ำท่วมใหญ่” แบบตั้งตัวไม่ทัน...กลัวข้อมูลรัฐ “ช้าและไม่ตรงกับความจริง” และ...กลัว “น้ำท่วมขัง–รถติดสาหัส” ในการใช้ชีวิตประจำวันสรุปสั้นๆเข้าใจง่ายๆก็คือ ประชาชนไม่ได้กลัวแค่ตัว “ฝน” แต่กลัว “ระบบการเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำที่อาจพลาด” ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝนกำลังตกหนักจริงในขณะนี้คำถามสำคัญมีอีกว่า “ฝนตกหนัก” และ “ตกแช่” ในช่วงนี้สาเหตุคืออะไร...โอกาสน้ำท่วมมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร? อาจารย์สนธิ อธิบายว่า สาเหตุที่ร่องมรสุมในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในแถบประเทศไทย เมียนมา ลาว เวียดนาม มีขนาดใหญ่และส่งผลให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนในปีนี้เกิดจากแรงขับเคลื่อนทางสภาพภูมิอากาศและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่สอดประสานกัน...ผลกระทบชั่วคราวจาก “มรสุมตะวันตกเฉียงใต้” ปะทะร่องความกดอากาศต่ำ แม้ว่าภาพรวมปีนี้จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ โดยทั่วไปมักทำให้เกิดความแห้งแล้งในระยะยาวแต่เนื่องจากประเทศอาเซียนตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งในช่วงฤดูฝน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านได้หอบความชื้นมหาศาลจากทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียมีกำลังค่อนข้างแรง เมื่อลมชื้นนี้พัดเข้ามาปะทะกับร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมที่พาดผ่านจึงส่งผลให้ร่องมรสุมนั้นขยายตัวใหญ่และ...ทำให้เกิดฝนตกหนักชุกในพื้นที่ตอนบนของอาเซียนเป็นระยะๆ ผนวกกับอีกปัจจัยคือการเบียดตัวของ “มวลอากาศเย็นจากประเทศจีน” การปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็นและมวลอากาศร้อนชื้นทำให้เมฆฝนก่อตัวหนาแน่นจนกลายเป็นแนวที่มีขนาดใหญ่มากนับรวมไปถึงพายุหมุนเขตร้อนและหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้นถี่ในทะเลจีนใต้ พายุและหย่อมความกดอากาศต่ำเหล่านี้มักจะวิ่งตามแนวร่องมรสุม ทำให้ร่องมรสุมทวีกำลังแรงขึ้นและขยายตัวเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายประเทศของอาเซียน“โลกที่ร้อนขึ้น” และ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ในปีนี้ ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรโดยรอบอุ่นกว่าปกติมาก เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้น ชั้นบรรยากาศจึงสามารถกักเก็บและอุ้มความชื้นเอาไว้ได้สูงขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ร่องมรสุมฟอร์มตัวขึ้นมันจะดูดซับความชื้นเหล่านั้นเข้าไปจนมีพลังงานมหาศาลกลายเป็นฝนตกสะสมปริมาณมากที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ สรุปได้ว่า...ฝนที่ตกหนักและร่องมรสุมที่ใหญ่โตในปี 2569 เกิดจากปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ที่ผสมรวมกัน ทำให้เกิด “ฝนตกแช่” จนเกิด “อุทกภัย” ในที่สุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม