“สว.พันธุ์ใหม่” ฉะ กกต.-สว.สีน้ำเงิน “เจียะป้าบ่อสื่อ” “นันทนา” แก้เกมฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึง “น้ำเงินเข้ม” แนะร้องทุกศาล สกัดแผนบันได 4 ขั้นกินรวบประเทศ “ยิ่งชีพ” จับพิรุธ “เอกราช” พลิกลิ้น ระบุชัดหลักฐานมัดโทร.หา “เนวิน” “พริษฐ์” ขอ กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกับทุกสี ตีกรรเชียงปมโยงฮั้ว สว.ส้ม “ธนาธร” รำลึก 20 ปีรัฐประหาร อย่าเพิ่งหมดหวัง “เท้ง” ย้อนรอยยึดอำนาจ 49 พาชาติเจ๊ง ฉะ รธน.60 ต้นตอ “ระบอบน้ำเงิน” ปลุกร่วมกันหยุดยั้งคืนอำนาจประชาชน ปชป.จี้รัฐบาล-กลาโหมทบทวนซื้อเรือฟริเกต ส่อกลิ่นตุดับฝันอุตสาหกรรมต่อเรือไทย 100% “อนุทิน” สายมูลงยันต์ที่มือก่อนบินสหรัฐฯ จัดคิวลั่นระฆังซื้อขายหลักทรัพย์ รบ.ตีปี๊บเรตติ้งเชื่อมั่นไทยกระเตื้อง ดีเอสไอขยับสอบผู้บริหารบีซีพีจีน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ฉะ กกต.รับลูก สว.สีน้ำเงิน “เจียะป้าบ่อสื่อ” ไล่ฟ้อง สว.สอบตก ยันรวมตัวห้อง “จูปิเตอร์” โปร่งใส เชิญ กกต.-สื่อเข้าร่วม ไม่ทำอะไรลับๆล่อๆซุกโรงแรมทำโพย เตรียมแก้เกมฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึง “น้ำเงินเข้ม” ด้วยวิธีร้องทุกศาล ทั้งศาลฎีกา ศาลอาญาศาลรัฐธรรมนูญ“นันทนา” ฉะน้ำเงิน “เจียะป้าบ่อสื่อ”เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และ สว.สำรองจัดเสวนา “โกง สว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw (ไอลอว์) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง เข้าร่วม น.ส. นันทนากล่าวเปิดการเสวนาว่า ถ้า กกต.จัดการ สว.ที่นั่งอยู่ในสภาให้เรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียกว่า “เจียะป้าบ่อสื่อ” หรือกินอิ่มไป อยู่ดีไม่ว่าดีไปฟ้อง สว.สอบตก สิ่งที่ กกต.ต้องทำตอนนี้กลับไม่ทำ กระทั่งคนถามว่า กกต.สีอะไร การต่อสู้เรียกร้องกรณี สว. เราต่อสู้กันทั้งในและนอกสภา ตนอยู่ในสภาพยายามอภิปรายคัดค้านการเลือกองค์กรอิสระ เพราะ สว.ที่นั่งอยู่ในสภา 138 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่มาเลือกองค์กรอิสระ เรียกว่าต่างตอบแทนหรือไม่ แต่ทุกครั้งที่อภิปรายถูกปิดไมค์ประท้วงด่าทอ นี่คือความเหิมเกริมใช้เสียงข้างมากลากไป อยากกระซิบดังๆว่า “กูไม่กลัวมึง” ขณะนี้กำลังถูกเอาคืนโดยพวกสีน้ำเงิน ไปขุดเรื่องห้องจูปิเตอร์ ที่เป็นการรวมตัวกันอย่างโปร่งใส เชิญ กกต. และสื่อมวลชนไป ไม่ได้ปิดลับทำลับๆล่อๆ ไปซ่อนตามโรงแรมทำโพยกัน เป็นการพยายามสแกนหามดให้ได้ แต่ช้างทั้งตัวอยู่ในห้องมองไม่เห็นแก้เกมเสนอฟ้องฮั้ว สว.ทุกศาลน.ส.นันทนากล่าวต่อว่า รู้สึกคับแค้นใจมติ กกต.วันที่ 14 ก.ย. คือการฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึงผู้บงการ หรือลาสต์บอส ขบวนการนี้เกิดทั้งประเทศ แต่บอกว่า ต่างคนต่างปล้นไม่มีใครบงการ 77 คนที่ถูกฟ้องคือสีน้ำเงินอ่อนๆ แต่พวกเข้มๆยังอยู่ดีกินดีในสภา การฟ้อง สว.แค่ 26 คน ไม่ทำให้สมการในสภาเปลี่ยนเสียงข้างมาก 150 บวกลบไปแค่ 26 คน ยังเหลือ 124 คน ยังเลือกองค์กรอิสระ แก้รัฐธรรมนูญ คงเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการทุกคณะ และแก้กฎหมายได้แต่ยังดีมี กกต.เสียงน้อย 2 คนที่ทำให้เห็นว่ากระบวนการเลือก สว.เป็นขบวนการ ไม่ได้ทำรายบุคคล รวมถึงมีความหวังที่ สว.สำรองยื่นฟ้องตรงต่อศาล คงต้องร้องหลายศาล ทั้งศาลฎีกา ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าพึ่งไม่ได้ต้องไปพึ่งศาลพระภูมิ ขบวนการโกง สว.นำไปสู่การยึดวุฒิสภาสกัดบันได 4 ขั้นกินรวบประเทศน.ส.นันทนากล่าวว่า วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมตัดสินคดีบัตรเลือกตั้ง จะเห็นบันได 4 ขั้น กินรวบประเทศ คือ 1.ฮั้ว สว.เสียงข้างมากยึดสภาสูง 2.ยึดองค์กรอิสระผ่าน สว. 3.รวมบ้านใหญ่ยึดสภาล่าง ผ่าน กกต.จัดการเลือกตั้ง 4.จัดตั้งรัฐบาลควบคุมงบประมาณและการบริหารราชการแผ่นดินเบ็ดเสร็จ นี่คือแผนกินรวบประเทศ เดินมาเกือบบรรลุเป้าหมายทุกขั้นตอนแล้ว ถ้าสำเร็จผลที่ตามมาคือความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบถ่วงดุลจะไม่เกิดขึ้นจริง การทุจริตงอกเงย ประชาชนเป็นเพียงผู้อาศัย ขอเสนอทางออกบันได 4 ขั้น คือ 1.เปิดโปงขบวนการโกง สว.ให้ถึงลาสต์บอส นำมาแชร์ให้ประชาชนรับทราบ 2.ช่วยกันฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจศาลจัดการผู้บงการ 3.ขุดขบวนการโกงทุกหย่อมหญ้า อย่าให้คนโกงมีที่ยืน 4.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน อำนาจการเลือก ส.ส.ร. มาจากประชาชนเท่านั้น คือวิธีสกัดการกินรวบประเทศ นี่คือมิชชันอิมพอสซิเบิล แต่ต้องทำให้อิมพอสซิเบิลในรุ่นของเรา“ยิ่งชีพ” จับพิรุธ “เอกราช” พลิกลิ้นนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวเสวนาว่า ได้ฟังนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.อธิบายพยานที่เกี่ยวข้องพรรคภูมิใจไทย 4 คน คือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น นายอัษฎางค์ แสวงการ สว.ขอนแก่น นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช สว.พะเยา และผู้ช่วยของ สว.ท่านหนึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ว่า เป็นพยานไม่น่าเชื่อถือกลับคำให้การ จึงขอนำรายละเอียดคำให้การพยาน 4 คนมาเปิดเผยว่า วันที่พยาน 3 คนกลับคำให้การ ทั้ง 3 คนไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่ส่งหนังสือลงลายมือชื่อมาในวันเดียวกัน อธิบายว่าในช่วงที่นายเอกราชไปให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เป็นช่วงเดือน พ.ค.2568 ขณะนั้นพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล ร่วมกัน หากมีการปั้นพยาน ปรักปรำพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องไม่ชัดเจน เพราะทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่ นายเอกราชในเวลานั้นย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรม ดังนั้น แรงจูงใจข่มขู่พยานเป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ชัด แต่นายเอกราชกลับคำให้การวันที่ 29 ต.ค.2568 ช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคกล้าธรรมทิ้งพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับนายอนุทิน หลังจากสีน้ำเงินขึ้นสู่อำนาจไม่นาน พยาน 3 คนกลับคำให้การ ตกลงแรงจูงใจให้การเท็จระหว่างเดือน พ.ค.2568 หรือ ต.ค.2568 คิดว่าแรงจูงใจทางการเมืองในช่วงใดจะทำให้เกิดการให้การเท็จมากกว่ากันระบุชัดหลักฐานมัด โทร.หา “เนวิน”นายยิ่งชีพกล่าวว่า ข้ออ้างนายเอกราช นาย อัษฎางค์ และนายขจรศักดิ์ ระบุว่า ถูกข่มขู่จากบุคคล ไม่ทราบชื่อ จำลักษณะไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด การที่อยู่ๆมีคนไม่ทราบชื่อมาขู่ระดับคนเป็น สส.บ้านใหญ่ และเป็นพ่อตา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้า ธรรม น่าสงสัยว่าการกลับคำให้การนี้น่าเชื่อถือหรือไม่ อีกทั้งคำให้การของนายเอกราชมีหลักฐานประกอบว่าขบวนการนี้เพิ่งไปรับเงินจากนางรัตนา บ่อถ้ำ เจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย ที่ชั้น 4 พรรคภูมิใจไทย เป็นโต๊ะจ่ายเงิน พบหลักฐานการโทรศัพท์หา สว. 19 คน รวม 62 ครั้ง ภายใน 80 วัน ดังนั้น นางรัตนาต้องเป็นใครที่มีเหตุผลในการโทร.หา สว.มากขนาดนั้น นอกจากนี้นายเอกราชระบุว่า โทร. หานายเนวิน ชิดชอบ ระบุวันที่ชัดเจน เพื่อฝากนายอัษฎางค์เป็น สว. และนายอัษฎางค์ก็ได้คะแนนสูงสุด อันดับ 1 ของประเทศ กลุ่ม 3 ถ้าแบ็กไม่ใหญ่นายอัษฎางค์คงไม่ได้คะแนนเยอะขนาดนี้ การที่นายณรงค์ระบุว่าคำให้การนายเอกราชเชื่อถือไม่ได้ แต่เนื้อหาที่นายเอกราชอธิบายนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และหลักฐาน รวมถึงการให้ปากคำของพยานคนอื่นขอ กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกับทุกสีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.ชุดใหญ่มีมติสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมใน 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองสีส้มว่า พูดมาเสมอว่าต้องการให้ กกต.ดำเนินการกับทุกกรณีด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกมองว่าเป็นสีอะไร เมื่อถามว่ามองว่าอาจเป็นการชิงจังหวะทางการเมืองกันหรือไม่ นายพริษฐ์ตอบว่า ความจริงก็คือความจริง หากไปดูมติจะเห็นว่ามติที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่า จะสั่งฟ้องหรือไม่นั้น แกนนำพรรคภูมิใจไทยหลายคน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ จะเห็นว่า 5 คนที่ไม่สั่งฟ้องนั้นมี 4 คน เป็น กกต.ที่มาจาก สว.สีน้ำเงิน หากเราตัด 4 คนที่มองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนออกไป จะเห็นว่าเสียงข้างมากของ กกต. 3 คน ที่เหลือ กลับมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง เหตุผลเดียวที่นายอนุทินและแกนนำพรรค ภท.หลายคนยังไม่ถูกสั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา เพราะ กกต. 4 คนได้ใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาตีกรรเชียงปม “ธนาธร” โยง สว.ส้มผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการส่งฟ้องเรื่องฮั้ว สว.สีส้ม จะต่อสู้เรื่องนี้อย่างไร นายพริษฐ์ตอบว่า เรื่องนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว ยังไม่ทราบในรายละเอียดของข้อกล่าวหา ต้องไปดูว่าข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพรรคหรือบุคคลไหน กกต.ต้องเดินหน้าด้วยมาตรฐานเดียวกัน เมื่อถามถึงกรณีมีการเชื่อมโยงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาถึงพรรคด้วย นายพริษฐ์ตอบว่า คิดว่ารายละเอียดห้องจูปิเตอร์ ได้ยินจากนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์“ธนาธร” ร่วมรำลึก 20 ปีรัฐประหารที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ภายใต้หัวข้อ “ภาพจำที่ (ไม่) คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “อำนาจกองทัพกับเศรษฐศาสตร์การเมืองประเทศไทย” ว่า การทำรัฐประหารสร้างภาวะรัฐราชการเทอะทะ การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงการวิจารณ์อดีต แต่คือการสร้างเค้าโครงอนาคต กองทัพไทยต้องปรับตัวให้มีสมรรถนะ การรบสูง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี และ เป็นประชาธิปไตย ผ่านการดึงทรัพยากรมหาศาลในมือกองทัพมาจัดสรรใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แม้การเดินทางครั้งนี้ต้องใช้เวลา ความอดทน ความกล้าหาญ และการประนีประนอม แต่จากการทำงานการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเดินไปข้างหน้ามั่นใจว่าการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยและดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ อย่าเพิ่งหมดหวังหรือหมดกำลังใจ แม้ 20 ปีที่ผ่านมาจะทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยล้า แต่เชื่อมั่นหากเราจับมือเดินร่วมกัน จะสามารถฟื้นฟูและสร้างประเทศที่ดีกว่านี้ได้แน่นอน“เท้ง” ย้อนรอยยึดอำนาจ 49 พาเจ๊งด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กรำลึกครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ระบุว่า “20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง” รัฐประหาร 19 กันยาฯ เป็นการตัดตอนกติกาและกลายเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้ รัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่เสียของ เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เพียงยึดอำนาจแต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ “ระบอบประยุทธ์” มีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ เช่น ให้อำนาจสว. 250 คน ร่วมเลือกนายกฯได้ใน 5 ปีแรก หรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สว.เห็นชอบ 1 ใน 3ฉะ รธน.60 ต้นตอ “ระบอบน้ำเงิน”นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมยังใช้วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของระบอบสีน้ำเงิน ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า “โกง สว.” มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต.ส่งไปยังศาล บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม “น้ำเงินเข้ม” รอดทั้งหมด ในการลงประชามติประชาชน 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียงเห็นชอบต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนฉบับ 2560 หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤติการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหาย แต่ผ่านมา 7 เดือน ยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไรปลุกร่วมกันหยุดยั้งคืนอำนาจ ปชช.“20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่าจะปล่อยให้ประเทศวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง” นายณัฐพงษ์ระบุปชป.จี้ รบ.–กห.ทบทวนซื้อฟริเกตที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความไม่ชอบ มาพากลในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการจัดซื้อยุทโธ ปกรณ์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ชาติ กองทัพเรือเคยให้คำสัตย์ไว้ในชั้นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ว่าโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตครั้งนี้จะกำหนดเงื่อนไขบังคับให้มีการต่อเรือภายในประเทศไทย 100% แต่เมื่อมีการออกข้อกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) จริง กลับลดสเปกลงเหลือ 20% ซ้ำร้ายเมื่อมีอู่เรือและบริษัทเอกชนภายในประเทศถึง 4 ราย ยืนยันว่ามีความพร้อมต่อเรือในไทยได้ 100% และอีก 1 รายพร้อมต่อเรือในไทยได้อย่างน้อย 40% แต่ในการประมูลที่มีผู้เข้าร่วม 6 ราย บริษัทที่มีศักยภาพต่อเรือในไทยกลับถูกตัดสิทธิ์ถึง 5 ราย จนเหลือผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเปิดซองเพียงรายเดียว ทำให้ประเทศชาติหมดโอกาสในการแข่งขันประกวดราคาอย่างแท้จริงส่อกลิ่นตุดับฝันต่อเรือในไทย 100%นายพงศกรกล่าวต่อว่า ตามระเบียบกระทรวงการคลัง หากการคัดเลือกเหลือผู้ผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียว เปิดช่องให้ยกเลิกการประมูลและเปิดประมูลใหม่ได้ ให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่กองทัพเรือกลับอ้างเรื่องความถูกต้องตามระเบียบและความจำเป็นเร่งด่วนทางความมั่นคงเดินหน้าต่อ ทั้งที่การเปิดประมูลใหม่ใช้เวลาเพิ่มเพียงไม่กี่เดือน แต่ผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับคือการสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ 100% ปลดล็อกการยืมจมูกต่างชาติหายใจ ที่เคยประสบปัญหามาแล้วทั้งกรณีเรือดำน้ำและเรือฟริเกตอีกลำ ที่เจอทั้งปัญหาเครื่องยนต์ ระบบอาวุธ และยุทโธปกรณ์ น่าสังเกตว่าความผิดปกติของตัวเลขสเปกทีโออาร์ 20% นี้บังเอิญไปตรงกับขั้นต่ำที่บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ผ่านเข้าร่วมประมูลเสนอมาพอดี บริษัทนี้เคยมีประวัติส่งมอบเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์และยุทโธปกรณ์มาก่อน พรรคจึงเรียกร้องนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ขอให้ใช้ความกล้าในทางที่ถูกต้อง ยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ ยึดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ“อนุทิน” ลงยันต์ที่มือก่อนบินสหรัฐฯช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์ภาพพร้อมข้อความลงเฟซบุ๊กระบุว่า “มาไหว้ขอพร #พระพุทธชินราช ที่พิดโลกและกราบขอพรพร้อมลงยันต์ฝ่ามือกับ #หลวงพ่อสำลี วัดราชบูรณะ” ทั้งนี้ ถือเป็นการใช้ช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ร่วมกับภรรยา ก่อนต้องเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly : UNGA81) ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย.นี้ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สำหรับยันต์ที่เจิมลงบนฝ่ามือและหลังมือนายอนุทิน เป็นยันต์ “นะมะมน มนต์นางพญา” นายอนุทินกล่าวกับหลวงพ่อสำลีว่า วันนี้มาขอเจิมมือต่อเพื่อความเป็นสิริมงคล หลังจากเคยมาทำพิธีกับหลวงพ่อมาแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ม.ค.2568มีคิวลั่นระฆังซื้อขายหลักทรัพย์นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกำหนดการดังกล่าวว่า นายอนุทินจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) วันที่ 20 ก.ย. โดยวันที่ 21 ก.ย. นายอนุทินเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นวันที่ 22 ก.ย. เดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America พบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) วันที่ 23 ก.ย. นายอนุทินจะไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม วันที่ 24 ก.ย. นายอนุทินจะพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC วันที่ 25 ก.ย. นายอนุทินเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน เพื่อพบปะนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ก่อนเดินทางกลับไทยเวลา 07.00 น. วันที่ 27 ก.ย.เปิดรับโซลาร์รูฟฯหมื่นเมกะวัตต์ช่วงเช้า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถึงแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ว่า จะหยิบเรื่องใกล้ตัวที่สุดของประชาชนคือค่าไฟมาเป็นจุดตั้งต้น เปลี่ยนประชาชนจากผู้ซื้อไฟอย่างเดียว ให้มีโอกาสเป็นผู้ผลิตและขายไฟจากหลังคาบ้านตัวเอง เพราะไทยมีแสงแดดเป็นทรัพยากรอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าส่วนหนึ่งผูกกับก๊าซและน้ำมันนำเข้า ซึ่งอ่อนไหวต่อสงครามและราคาตลาดโลก รัฐบาลเตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะกระจายสิทธิ์ให้ทั่วถึง ต่างจากอดีตที่เมื่อพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโซลาร์ฟาร์มและผู้ประกอบการรายใหญ่ สำหรับเวลากลางวันที่ประชาชนไม่อยู่บ้าน แนวทางใหม่จะเปิดให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืน นำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ทำให้ไฟที่ผลิตออกมาไม่สูญเปล่า และลดความจำเป็นในการซื้อแบตเตอรี่ราคาแพงทันที อีกโจทย์คือเงินก้อนแรก กระทรวงพลังงานจึงมองโมเดลที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมดเอง ตั้งแต่เงินสนับสนุนบางส่วน ไปจนถึงสินเชื่อที่อาศัยรายได้ จากไฟฟ้าที่ผลิตและสัญญารับซื้อเป็นฐาน เมื่อผ่อน อุปกรณ์หมดในช่วงประมาณ 7-10 ปี แผงโซลาร์ จะกลายเป็นสินทรัพย์ครัวเรือนเต็มตัวชูผลงานค่าไฟ 200 หน่วยแรก 3 บ.นายเอกนัฏกล่าวว่า สำหรับเบื้องหลังต้นทุนในบิลค่าไฟ กรณีต้นทุนไฟสาธารณะหรือไฟทางถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี รัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว เพื่อลดภาระครัวเรือนโดยตรงรบ.ตีปี๊บเรตติ้งเชื่อมั่นไทยกระเตื้องน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) และคงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ BBB+ มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับมีเสถียรภาพ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางนโยบาย รักษาวินัยการคลัง และเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเชื่อมต่อไปสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนรทสช.เตือนรัฐล้อมคอก Data Centerน.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงความมั่นคงทางไซเบอร์ และธรรมาภิบาลของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังขยายตัวรวดเร็ว หลัง The Wall Street Journal รายงาน Gemini ซึ่งเป็น AI ของ Google สามารถเข้าถึงระบบของบริษัทเอกชน 3 แห่งว่า เป็นกรณีตัวอย่างที่น่ากังวล เดิมเคสนี้เป็นการทดสอบกับระบบจำลอง เปิดให้ AI เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่ง Google ออกมายืนยันและแจ้งบริษัทที่เกี่ยวข้องและทำงานร่วมกับผู้ทดสอบเพื่อปรับปรุงกระบวนการแล้ว แม้ AI มีประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ และประเทศไทยควรเดินหน้าส่งเสริมเทคโนโลยีนี้ แต่ยิ่ง AI มีความสามารถมากขึ้นเท่าใด ระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องพัฒนาให้ทันมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนคือธรรมาภิบาลของผู้ประกอบการ Data Center หรือ Corporate Governance กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรเร่งกำหนดมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับ AI และ Data Center ควบคู่กับธรรมาภิบาล การพัฒนา AI ต้องเดินหน้าควบคู่กับ Cybersecurity และผู้ที่ถือข้อมูลของประชาชนต้องมีธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ เทคโนโลยีต้องเดินหน้า แต่รัฐบาลต้องคิดให้ทันเอกชน และระบบป้องกันต้องเดินให้ทันเทคโนโลยีดีเอสไอขยับสอบผู้บริหารบีซีพีจีอีกเรื่อง จากกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉขบวนการทุนเทาเครือข่าย “เบน สมิธ” มีพาดพาดพิงบริษัท บีซีพีจีนั้น ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งหนังสือถึงประธานบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG (บริษัทลูกของบางจาก BCP) เร่งให้ส่งข้อมูลหลักฐานการซื้อขายคลังน้ำมันและที่ดิน จ.เพชรบุรี ภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ พร้อมเตรียมวางแนวทางสอบปากคำพยานและผู้ที่เกี่ยวข้อง หลังจากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 145/2569 เมื่อมีผู้ถือหุ้นร้องเรียนว่า บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซื้อคลังน้ำมันและที่ดิน จ.เพชรบุรี ในราคา 9,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2565 ทั้งที่เคยมีผู้เสนอขายเพียง 3,000 ล้านบาทเมื่อปี 2553 และหลังซื้อขายผ่านไป 3 เดือน มูลค่าทางบัญชีเหลือเพียงราว 6,550 ล้านบาท (ลดลงกว่า 2,450 ล้านบาท) เข้าข่ายซื้อขายแพงเกินจริงและอาจมีการสมคบคิดกันเพื่อสร้างมูลค่าทรัพย์สินให้สูงเกินจริง เอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดได้รับเงินส่วนต่าง ทำให้ผู้ถือหุ้นและตลาดทุนเสียหาย ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่