กมธ.กิจการศาลองค์กรอิสระฯ ลุยโค้งสุดท้าย ก่อนดีเดย์ กกต.ลงมติคดีฮั้วเลือก สว. 14 ก.ย. “พริษฐ์” ห่วงไวรัสสีน้ำเงินลามหนัก จี้ กกต.ส่งศาลฎีกาพิสูจน์ ย้ำเป้าซักฟอกอยู่ที่ “อนุทิน-ไชยชนก” “ชวน” ถามจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ “โภคิน” ฉะโกงกันไม่มียางอาย ทีดีอาร์ไอชงเปิดช่องสอยองค์กรอิสระได้หลายทาง “ธงทอง” เอือมหนีเสือปะจระเข้ ให้ กกต.ใช้วิจารณญาณเยี่ยงวิญญูชน กกต.ส่อทำงุบงิบลงมติแล้วไม่แถลงรายละเอียด ให้รอคำวินิจฉัยฉบับเต็มกับคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกา ขอกำลัง ตร. 1 กองร้อยคุมเข้ม 20 องค์กร นศ.แถลงบี้หนัก กกต.บริสุทธิ์ใจตรงไปตรงมา ภท.คึกคักแห่เบิร์ธเดย์ “หัวหน้าหนู” สั่ง “เอกนิติ” ต่อโปรไทยช่วยไทยพลัส ตอก “สนธิ” สะใจแต่ประชาชนเดือดร้อน ให้ประกันปล่อยตัว 2 จนท.ดีเอสไอโกงสอบท้องถิ่นคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ จัดสัมมนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระต่อวิกฤติ การเมืองไทย” ก่อนดีเดย์วันที่ 14 ก.ย. ที่คณะกรรมการ กกต. นัดประชุมลงมติวินิจฉัยสำนวนคดีการทุจริตเลือกตั้ง สว.ปี 2567 ที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน“ไอติม” ย้ำเป้าซักฟอกอยู่ที่ “อนุทิน”เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 12 ก.ย. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า คาดว่า จะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม คือยื่นญัตติให้ได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ มี 2-3 ส่วน คือ 1.ประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่น การโกงสอบท้องถิ่นคดีฮั้ว เลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport 2.กลุ่ม ประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ 3.ต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปราย จะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่ สำหรับตัวบุคคลมี 2 ชื่อ ที่ยืนยันและพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกันคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้าง อยู่ระหว่างรวบรวม เมื่อถามว่าจะมีการอภิปรายเชื่อมโยง ถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่ นายพริษฐ์ตอบว่า ต้องรอดู เนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการต้องเจาะจงไปที่ นายกฯและรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่า ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วยจี้ กกต.ส่งศาลฎีกาพิสูจน์คดีฮั้ว สว.นายพริษฐ์กล่าวถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมี คำวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว.ในวันที่ 14 ก.ย. ว่า ยืนยัน ว่า กกต.ควรลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26) ไปที่ศาลฎีกา ให้ศาลพิสูจน์ให้หายข้อสงสัย หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ 229 คน ที่มีการทำงานในลักษณะขบวนการและ เชื่อมโยงกับเส้นเงิน การนัดหมายตามศูนย์ทำโพย มีใบสั่งโพยที่ถูกนำไปใช้ในวันเลือก สว.ชัดเจน และปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต.อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ใน สถานะมีประโยชน์ทับซ้อน ไม่ควรใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่รับรองให้เข้ามา เป็น กกต. หรืออย่างน้อยที่สุดดู กกต.อีก 3 คน ที่ไม่ได้ มีการขัดกันต่อผลประโยชน์มีความเห็นเช่นไร และลงมติในทิศทางเดียวกันเพื่อไม่ถูกครหาว่ามีการตัดตอนเรื่องไปไม่ถึงศาลกดดัน กกต.ทำตามกฎหมายไม่ผิดผู้สื่อข่าวถามว่า กิจกรรมของภาคประชาชนและพรรค ปชน. อาจมองว่าเป็นการกดดัน กกต. นายพริษฐ์ตอบว่า การที่ สส.และประชาชนเรียกร้อง ให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องผิด เราไม่ได้เรียกร้องให้ กกต.ทำผิดกฎหมาย ในทางกลับกันเรากังวลว่า กกต.จะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้มาตรฐานในแต่ละคดีที่แตกต่างกัน จึงจัดกิจกรรมสื่อสารไปยังสังคมเปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบองค์กร อิสระ เป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ ทั้งนี้ หาก กกต.มีคำตัดสินออกมาเป็นการยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใคร ทั้งที่หลักฐานชัด เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน กกต.เตรียมคำตอบไว้เลยตอนมารายงานประจำปีต่อสภาฯในวันที่ 16 ก.ย.นี้ จะตอบคำถาม สส.และประชาชนอย่างไร รวมถึงฝ่ายบริหารบางส่วน ที่ถูกกล่าวหาก็ต้องเตรียมคำตอบไว้เช่นกันในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในเชิงกฎหมายผู้ถูกกล่าวหาก็อย่าชะล่าใจว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา แม้จะมีการ ยกคำร้องก็ตาม ถือเป็นสิทธิ์ของพวกเราที่จะดำเนินการ ฟ้อง กกต. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยผู้เสียหายจะเป็นผู้ยื่น หากคดีโกง สว.ครั้งนี้สำเร็จโดยไม่มีใคร ต้องรับผิด สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด หลายคนพูดเรื่องอยู่เหนือดวง แต่สิ่งที่กลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีอยู่เหนือกฎหมาย“ชวน” จับตาบทบาทองค์กรอิสระวันเดียวกัน คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤติการเมืองไทย” มีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาว่า โครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด 3 อำนาจหลัก คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และตุลาการ เป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด แต่ก็ลุ่มๆดอนๆ เพราะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงจากการยึดอำนาจหลายครั้ง จนมีรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรกที่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เป้าหมายเพื่อมีอำนาจการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือนายชวนกล่าวว่า ช่วงเริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อาทิ กกต.ชุดแรก ลงโทษผู้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สส.และ สว. โดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่มา กกต.ชุดหลังๆก็มีข้อครหาตามมา กกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน ผิด ป.อาญามาตรา 157 หลังจากนั้นก็มี กกต.บางชุดมีข้อครหาว่าเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ ใน 3 อำนาจอธิปไตย สถาบันเดียวที่มั่นคงมาตลอดคือตุลาการ อำนาจตุลาการยังคงความเข้มข้นทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม และวันนี้ก็กำลังกลายเป็นโจทก์ ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำตามบทบาทหน้าที่ก็จะล้มเหลว การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ จะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ หนี้บุญคุณที่นัก การเมืองทำไว้ทำให้องค์กรเหล่านี้ลังเลใจ ลำบากใจ จะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง คือผู้บริหารต้องยึดมั่นซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามหลักธรรมาภิบาล สุจริตเที่ยงตรง ไม่ไปเกรงใจใคร องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ชาติไปตอบแทน“โภคิน” ฉะโกงกันแบบไม่มียางอายนายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทน ราษฎร กล่าวปาฐกถาพิเศษ“บทบาทองค์กรอิสระต่อการเมืองไทย”ว่า รัฐธรรมนูญปี 60 มีนิยามฉบับปราบโกง แต่ตนพูดเสมอคือฉบับสืบทอดอำนาจ แค่ใส่แบรนด์ให้ดูดี เป็นเครื่องมือผู้ยึดอำนาจ ใช้รัฐราชการเป็นเครื่องมือค้ำจุนอำนาจ พอกลัวการตรวจสอบก็ไปควบคุมองค์กรตรวจสอบ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศตลอด 94 ปี ผลลัพธ์ประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยวทำให้การเมืองทุกระดับจนถึงท้องถิ่นทุจริตหมดในปัจจุบัน ยุคที่ผ่านมามียางอายแต่วันนี้ไม่มียางอาย ผู้มีอำนาจจะทำยังไงก็ได้โยกย้ายแบบนี้ใครจะทำไม ประชาชนทำได้แค่ตาปริบๆ ระบบรัฐราชการรับใช้ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ธุรกิจผูกขาด แม้กระทั่งพวกสีเทาสีดำ แม้แต่พระยังถูกครอบงำด้วยอำนาจนิยม พระยังไม่รอด องค์กรอิสระจะรอดหรืองัด รธน.40 กลับมาถ่วงดุลตรวจสอบนายโภคินกล่าวว่า วันนี้องค์กรอิสระทำหน้าที่ไม่ได้เพราะคนที่คัดกรองผู้ที่จะดำรงตำแหน่งส่งไปให้วุฒิสภาเลือก มีส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมือง มีการล็อบบี้กัน สมัยก่อนแย่สุดคือพยายามไม่ให้คนฝ่ายตรงข้ามได้ตำแหน่ง แต่ปัจจุบันมีลักษณะว่าต้องเป็นบุคคลนี้เท่านั้น การแก้ปัญหาต้องสร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็งเกิดการถ่วงดุล การแก้รัฐธรรมนูญจำเป็น แต่อย่าไปคิดทำใหม่ทั้งฉบับ ยังไงก็ไม่ผ่าน วันนี้มีคนได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้ เพราะตั้งคนของตัวเองไว้หมดแล้ว สิ่งที่ควรทำวันนี้ คือ 1.กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระได้ 2.ผลักดันให้มี ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้เกิดการล็อบบี้ยากขึ้น 3.แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของประชาชน 4.ลดขนาดรัฐราชการลงTDRI ชงสอยองค์กรอิสระหลายทาง นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การออกแบบองค์กรอิสระมีจุดที่ทำให้ล้ม 2 จุด คือ กระบวนการสรรหา และวุฒิสภา ที่เป็นคนคุมประตูการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหมด ไม่ควรปล่อยให้จุดอ่อนเดียวล้มทั้งระบบ ต้องกระจายแนวทางสรรหาองค์กรอิสระให้มีความแตกต่างกัน เป็นเครือข่ายตรวจสอบกัน ควรมีกลไกถอดถอนองค์กรอิสระหลายเส้นทาง เปิดทางให้ฟ้องร้องถอดถอนตรงกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำความผิดต่อศาลฎีกา ที่ผ่านมาวิกฤติ กกต.เกิดจากการไม่มีความพร้อมให้ตรวจสอบ จึงเกิดคำล้อเลียน “กกตหค.” แปลอย่างสุจริตว่า “กลัวการตอบห่วงใคร” การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ กกต.ควรนำคดีฮั้ว สว.เข้าสู่การพิจารณาของศาล เพื่อรักษาความเชื่อถือสถาบัน หากที่มา สว.เต็มไปด้วยการทุจริต ความไม่ชอบธรรมเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังองค์กรอิสระทุกหน่วยงาน กกต.ไม่ควรแบกรับภาระการตัดสินชี้ขาดด้วยตนเอง การส่งสำนวนให้ศาลฎีกาเป็นการนำพยานหลักฐานสู่ระบบไต่สวนที่โปร่งใส หาก กกต.เลือกยุติเรื่องไม่ส่งให้ศาลตัดสิน จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนการไม่ทำหน้าที่เป็นองค์กรผู้พิทักษ์“พริษฐ์” ห่วงไวรัสสีน้ำเงินลามหนัก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ประชาชน กล่าวปาฐกถาว่า เดิมวันที่ 14 ก.ย. กกต. จะแถลงข่าวผลการลงมติคดีฮั้ว สว. แต่ข่าวล่าสุดจะไม่แถลงแล้ว ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น “กกตหค.” จริงๆ กลัวการตอบห่วงใคร วันนี้องค์กรอิสระอยู่ในสภาวะวิกฤติความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง การโกง สว.คือไวรัสสีน้ำเงิน ยิ่งตรวจสอบล่าช้า ไวรัสก็ค่อยๆกระจายทั่วร่างกาย วันที่ 14 ก.ย. เป็นโอกาสที่จะได้ฉีดวัคซีนหยุดการแพร่ไวรัสสีน้ำเงิน แต่จะฉีดหรือไม่ขึ้นอยู่กับมติ กกต. หากยกคำร้องทั้งหมดไวรัสนี้จะกลายพันธุ์แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ระบอบสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับองค์กรอิสระ สุ่มเสี่ยงเป็นความสัมพันธ์เจ้านายกับลูกน้อง เจ้านายทำอะไรผิดมีลูกน้องวิ่งเต้นเคลียร์คดีให้ ขอวิเคราะห์ผลวันที่ 14 ก.ย. จะออกแค่ 2 ทาง คือ สั่งฟ้องทั้งหมด และไม่สั่งฟ้องใครเลย จะสั่งฟ้อง 10-30 คนได้อย่างไร เพราะไม่สามารถทำสำเร็จได้ จากคนแค่ 10-30 คน หากจะสั่งฟ้องเฉพาะสีน้ำเงินอ่อน อย่าลืมว่า ศาลไต่สวนเข้าถึงหลักฐานได้ ถ้าศาลพบมีน้ำเงินเข้ม บางคนหลักฐานชัดกว่าน้ำเงินอ่อน กกต.ซวยแน่นอน“ธงทอง” เอือมหนีเสือปะจระเข้จากนั้นนายธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่ายอมรับเป็นคนหนึ่งที่ทำคลอด กกต. เพราะอยู่ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 อาจใช้สำนวน “หนีเสือปะจระเข้” เสือเดิมคือกระทรวงมหาดไทย ที่มีความเสี่ยงให้เกิดการแทรกแซงโดยเครือข่ายท้องถิ่น ดังนั้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีแนวคิดให้คณะบุคคลที่เป็นอิสระเป็นกลางมาจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คิดไปไกลว่าองค์กรดังกล่าวจะมีองคาพยพกว้างขวางใกล้เคียงกระทรวง ถ้ามีวุฒิสภาที่เป็นอิสระก็จะมี กกต.ที่อิสระ แต่วุฒิสภาที่อิสระไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ กกต.ไม่เป็นกลางไปด้วย สถานการณ์จึงกลับมาที่หนีเสือจากกระทรวงมหาดไทย มาปะ จระเข้อยู่นี่ มีข้อเรียกร้อง กกต.โปรดใช้มาตรฐานอย่างวิญญูชนในการตัดสิน ถ้าคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ หรือไม่เป็นเอกฉันท์ต้องอธิบายถึงความเห็นที่ต่างว่าต่างกันอย่างไร ประชาชนจะได้รับฟังว่า กกต.ดูเรื่องนี้รอบคอบแล้ว ไม่ใช่เอาเสียงข้างมากลากไป“สิริพรรณ” เดาทางส่งฟ้องบางส่วน น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเด็นการเลือก สว.ไม่ถือเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการรวมพลังระหว่างจระเข้และเสือ นำมาสู่ปัญหาช่วงการรับสมัคร และสะท้อนความหละหลวมของ กกต.ที่เปิดช่องโหว่ทางกฎหมายจนเกิดเป็นผู้สมัครพลีชีพ ข้อพิรุธต่างๆตลอดการรับสมัคร ไม่ใช่ความผิดปกติจากพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นพฤติกรรมรวมหมู่ ต้องมีผู้บงการอยู่ด้านหลัง กกต.ต้องบอกให้ได้ว่าเป็นความบังเอิญจริงหรือไม่ ส่วนตัวถ้าให้เดาคำตัดสินวันที่ 14 ก.ย. จะออกที่ฟ้องบางส่วน ตัวเลขคือต้องรักษาเสียง 67 ที่เป็นฐานรากและกุญแจสำคัญในการแก้รัฐธรรมนูญกกต.จ่อลงมติขานคะแนนฟันรายคนผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ กกต. มีกำหนดนัดประชุมลงมติวินิจฉัยสำนวนคดีการทุจริต เลือก สว. ปี 2567 ที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่ง สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน รัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน คนในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน สว.สำรองและผู้สมัคร สว. 50 คน ในช่วงเช้าวันที่ 14 ก.ย. โดย กกต.แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะรวบรวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์ มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย ตามกฎหมายต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้เสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วัน เช่นกัน ล่าสุดพบว่าสำนักงานเตรียมการเรื่องการแถลงผลการประชุมในช่วงเย็นวันเดียวกัน เป็นไปได้สูง ที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติ ว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมาก ข้างน้อย รวมถึง ไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา กรณีที่ กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัย และคำสั่ง รับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลักขอกำลัง ตร.1 กองร้อยรับมือวันตัดสินทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชน มาเกาะติดการลงมติ และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้า จึงมีการเตรียมเรื่องมาตรการความปลอดภัย ประสานกับกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้ง มีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนอยู่บริเวณ ภายนอกสำนักงาน จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นสามารถเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าวได้iLaw นัดร่วมแคมเปญ#สั่งฟ้อง สว.สำหรับความเคลื่อนไหวของโครงการอินเทอร์เน็ต เพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นัดทำกิจกรรม #สั่งฟ้อง สว. และผู้ต้องหาทั้งหมด วันที่ 13 ก.ย. ชวน ประชาชนทำสิ่งที่ถนัด ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง เดิน นั่งเฉยๆ หรือนอน จะวาดรูป ร้องเพลง ล้อมวงคุย ก็ทำได้ ชวนเพื่อนๆมาทำไปด้วยกัน นัดรวมตัวกันที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เวลา 16.00 น. พบกับบอร์ดข้อมูลในคดีโกงเลือก สว. และกิจกรรมส่งท้ายถึง กกต.ด้วยกัน อย่าลืมพกร่มหรือเสื้อกันฝนกันเหนียว หากใครคิดไม่ออก ไม่อยากอยู่เฉยๆ ก็ไปเดินด้วยกันได้ ออกสตาร์ตที่ออฟฟิศ iLaw พกป้าย พกธง แตร อุปกรณ์ประกอบจังหวะไปด้วย เพราะภารกิจสุดท้ายสำเร็จได้ด้วยแรงของทุกคน20 องค์กรแถลงบี้หนัก กกต.คดีฮั้วขณะที่เครือข่ายนักศึกษาและประชาชน 20 องค์กร ออกแถลงการณ์มองวิกฤติศรัทธาผ่านสั่งฟ้อง สว. “คืนความยุติธรรมให้คนไทย คืนอนาคตให้ประชาชน” มีเนื้อหาระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคดีโกงเลือก สว. การเลือก สว.ในปี 2567 มีผู้ถูก กล่าวหาถึง 229 คน ในจำนวนนี้ 138 คน เป็น สว.ชุดปัจจุบัน หรือ 2 ใน 3 ของ สว.ทั้งหมด คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบุคคลไม่กี่คน แต่เป็นคำถามถึงความชอบธรรมขององค์กรที่มีอำนาจกำหนดอนาคตประเทศ การเลื่อนการชี้ขาดออกไปท่ามกลางข้อสงสัยของสังคม ยิ่งทำให้ประชาชนต้องถามว่าความยุติธรรมกำลังเดินไปตามครรลอง หรือกำลังถูกยื้อเวลา นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของ กกต.ว่าจะกล้ายืนอยู่ข้างความจริงหรือไม่ เพราะยิ่งความยุติธรรมมาถึงช้าความเชื่อมั่นประชาชนยิ่งหายไป สิ่งที่น่ากังวลคือ สว.ชุดที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ รวมถึงตรวจสอบประเทศ ตลอดเวลา 2 ปี สว.ชุดนี้ลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งแล้วอย่างน้อย 19 คนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจตรงไปตรงมาเครือข่ายนิสิตนักศึกษาและภาคประชาชน ขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กกต.ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการเร่งชี้ขาดคดีโกงเลือก สว.ให้ได้ข้อยุติโดยไม่ล่าช้าเกินความจำเป็น ตรงไปตรงมา โปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของผู้มีอำนาจ ต้องยกเลิกระบบแบ่งกลุ่มอาชีพและเลือกกันเอง และแก้ไขให้ที่มาของวุฒิสภาเชื่อมโยงประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงต้องปฏิรูปกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่ให้อำนาจตรวจสอบตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเครือข่ายทางการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ใดสำหรับเครือข่าย 20 องค์กร มีดังนี้ 1.องค์กรคณะกรรมการนักศึกษานิติศาสตร์ รังสิต 2.คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3.คณะกรรมการนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4.องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5.คณะกรรมการนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ 6.ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 7.SARN (Student Actions for Rights and Network) 8.สภานักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 9.พรรคโดมสามัญชน 10.องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 11.สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 12.คณะกรรมการแกนนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 77 13.SAPHUB 14.กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 15.พรรคคู่คิด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 16.พรรคธรรมด้วยกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 17.คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18.พรรครีนิว ทีพีซี 19.มศว จะไม่ทน 20.แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมภท.โต้ “อภิสิทธิ์” ให้ข้อมูลครึ่งเดียวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ให้ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลโดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจว่าเป็นความเห็นของนายอภิสิทธิ์ แต่ตนเห็นแย้ง อำนาจของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าถ้าเหตุนั้นไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต.มีสิทธิ์ยกคำร้องนี้ไม่ยื่นต่อศาล ท่านพูดอยู่ครึ่งเดียว กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ แต่มีหน้าที่วินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นทุกคดี และ กกต.ปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด วันนี้จะกดดันอย่างไรก็กดดันไป แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ อย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ยืนยันว่าเราไม่ได้ปกป้องใคร เมื่อถามว่าที่เคยบอกว่าวันที่ 14 ก.ย.จะมีคดีที่ช็อกคืออะไร นายศุภชัยตอบว่า ช็อกนี้แล้วแต่ใครจะช็อก คิดว่ามันต้องมีช็อกนั่นแหละ แต่คงไม่พูดดีกว่า ใจเย็นๆคึกคักแห่เบิร์ธเดย์ “หัวหน้าหนู” ช่วงเย็นที่พรรคภูมิใจไทย บรรยากาศการประชุมพรรคประจำสัปดาห์เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจาก ช่วงค่ำจะมีการรับประทานอาหารและอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว. มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ครบรอบ 60 ปี ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ มีบรรดารัฐมนตรี สส.ตัวแทนพรรค การเมือง และภาคเอกชน นำดอกไม้มาอวยพร โดยนายอนุทินมาในชุดเสื้อแบรนด์ SIRIVANNAVARI คอลเลกชันพิเศษ “CheerTeamThai” ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆว่า วันที่ 13 ก.ย.จะทำบุญบ้านเฉยๆ ไม่มีพิธี ไม่มีงานเลี้ยงอะไร ขออยู่กับครอบครัว เมื่อถามว่ามีใครอวยพรให้เป็นนายกฯอีกสมัยหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า นี่ถือเป็นสมัยที่ 2 แล้ว ครบ 1 ปีแล้ว ตามรัฐธรรมนูญเป็นได้แค่ 8 ปี อยู่ที่เราทำงาน หากอยู่แล้วทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้สั่ง “เอกนิติ” ต่อไทยช่วยไทยพลัสนายอนุทินยังกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่า เหลือเดือนสุดท้าย ทราบว่ายังมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ไปขยายการใช้ไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นเดือนหรือสองเดือน ก็ขอให้อยู่ในวงเงินที่เรามี หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที เป็นการใช้ต่อเนื่องไป เพราะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี เหลืออีก 3 เดือน ให้พี่น้องประชาชนลดภาระ ส่วนที่ฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์ตลอดนั้น อะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่มีเหตุใดต้องกังวลสวน “สนธิ” สะใจแต่ ปชช.เดือดร้อนเมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำกลุ่มมวลชนทวงคืนประเทศไทย นายอนุทินตอบว่า ทำไมถึงอยากทำให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข รัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ได้คนที่ได้รับความเดือดร้อนคือพี่น้องประชาชน นายสนธิจะทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยเดือดร้อนไม่มีความสุขหรือ ทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วสะใจกับนายอนุทินเท่านั้นหรือ ตนไม่มีคุณค่าพอที่ต้องเอาไปแลกกับความสุขของประชาชนทั้งประเทศ เชื่อว่าประชาชนยังให้โอกาสกับตน และยังเชื่อมั่นการบริหารประเทศนี้ของรัฐบาลชุดนี้“ยศชนัน” ยกระดับสร้างศักยภาพคนที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและเกียรติบัตรการประกวดนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน “ED Quality Share & Learn Fair 2026” ภายใต้แนวคิด “Innovation for Sustainability” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ “สร้างคน สร้างความรู้ สร้างนวัตกรรม : ทิศทางการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืน” ว่า การพลิกโฉมการศึกษาไทยต้องเริ่มจากการสร้างความหวังให้ผู้เรียนเห็นว่าการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น เชื่อมโยงการศึกษาทุกระดับกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม ยกระดับการศึกษาให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ หรือ Human Development System ที่ทุกคนเข้าถึงได้ การสร้างประเทศไทยที่มั่งคั่งและยั่งยืนต้องเริ่มจากการสร้างศักยภาพคน“รุทธพล” ลุยแผนยุติธรรม 7 ด้านอีกเรื่อง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD เทปที่ 2 ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรมเชิงรุก ว่า นายกฯให้ความสำคัญกับหลักความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมจึงกำหนดนโยบายหลัก 7 ด้าน ได้แก่ 1.การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล 2.การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ 3.การแก้ไขปัญหายาเสพติด 4.การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 5.การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม 6.การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และ 7.การบริหารงานอย่างมืออาชีพ แต่ละกรมต้องมีกรอบเวลาทำงาน ไม่ปล่อยให้เรื่องประชาชนค้างหลายเดือนเหมือนเดิม โดยตนและปลัดกระทรวงยุติธรรมลงไปดูศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อความรวดเร็ว ด้านแก้หนี้ครัวเรือน กรมคุ้มครองสิทธิฯช่วยก่อนฟ้อง และกรมบังคับคดีช่วยหลังศาลมีคำสั่ง ปี 2569 ไกล่เกลี่ยช่วยลดภาระประชาชนได้กว่า 5 พันล้านบาท และปีหน้าจะเริ่มจัดไกล่เกลี่ยหนี้รอบใหม่ช่วงเดือน ม.ค.เพื่อให้คนเดือดร้อนมีโอกาสตั้งหลักให้ประกันปล่อยตัว 2 จนท.ดีเอสไอ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า หลังสอบปากคำนายอิทธิพล ศิริเพชรภัทรกุล หรือ “วิคเตอร์” อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และนายอนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ หรือ “ดร.ต่อ” อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อหาเรียกรับผลประโยชน์ เป็นคดีต่อเนื่อง จากการจับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย แอบอ้างช่วยเหลือผู้สอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ผู้ต้องหาทั้งคู่ให้การปฏิเสธ พร้อมยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีหน้าที่การงานมั่นคงและมีหลักแหล่ง อนุญาตให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างดำเนินคดีเชื่อมี “บิ๊กข้าราชการ” เอี่ยวอีกเพียบมีรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 2 ราย ทำหน้าที่ลักษณะเป็นตัวกลางประสานงาน คอยหิ้วเงินสดระหว่างลูกค้าไปยัง “จ่าพิชิต” ที่เป็นตัวกลางของขบวนการ มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ที่ต้องการได้โควตาสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นเพิ่มอีกเท่าตัวหรืออาจมากกว่า เช่น จ่าพิชิตเรียกเก็บเงิน 250,000 บาท แต่ 2 เจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บเพิ่มอีก 250,000 บาท อ้างเป็นค่าดำเนินการเพิ่มเติม และเงินดังกล่าวเป็นเงินสดจึงไม่มีหลักฐานที่เป็นเส้นเงิน แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การจับกุม เป็นคลิปเสียงการสนทนาผ่านไลน์ รวมถึงภาพถ่าย วันเวลา และข้อมูลอื่นที่ใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐาน ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานที่มีเตรียมขยายผลไปยังบุคคลอื่น เชื่อว่ายังมีบุคคลที่เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งอีกหลายรายเกี่ยวข้องอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่