สถานการณ์โรคโควิด-19 ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปี (1 มกราคม–ปลายเดือนสิงหาคม 2569) มีจำนวนเกือบ 100,000 ราย (ประมาณ 95,357–99,691 ราย) โดยอัตราการป่วยตายลดลงเหลือเพียงประมาณร้อยละ 0.01–0.02การแพร่ระบาดเพิ่มสูงขึ้นตามลักษณะรอบการระบาดของโรคทางเดินหายใจใน “ฤดูฝน” โดยสายพันธุ์ที่พบระบาดส่วนใหญ่ในประเทศไทยขณะนี้คือ NB.1.8.1 คิดเป็นกว่าร้อยละ 56 ของตัวอย่างที่ตรวจพบส่วนสถานการณ์ “โรคไข้หวัดใหญ่” ยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไป โดยมียอดผู้ป่วยสะสมในรอบปีทะลุเกิน 330,000 รายซึ่งถือเป็นโรคตามฤดูกาลที่มีอัตราผู้ป่วยสูงกว่าช่วงเวลาปกติ และสร้างภาระให้แก่ระบบบริการสาธารณสุขร่วมกับโรคโควิด–19 และเชื้อ RSVคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุข (กรมควบคุมโรค) เน้นย้ำให้กลุ่มเสี่ยง “กลุ่ม 608” ...ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี, ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ ระมัดระวังเป็นพิเศษยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้าน หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องออกไปในพื้นที่แออัด“การสื่อสารความเสี่ยงยามคนป่วยกันเยอะ...ทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่นั้น ควรเน้นสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้คนป้องกันตัว และปฏิบัติอย่างถูกต้องเมื่อป่วย รู้ warning signs ที่ควรไปพบแพทย์มิใช่งมงายกับการลดทอนความเสี่ยง เอาอยู่ เพียงพอ ไม่ตระหนก เป็นไปตามคาดการณ์ผลงานเพอร์เฟกต์ตลอดกาลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่าล้มเหลวซ้ำซาก แต่ควรเรียนรู้บทเรียนในอดีต และพัฒนาปรับปรุง ยอมรับครับ” เฟซบุ๊ก “Thira Woratanarat” ระบุช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าบรรยากาศตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศกลับมาหนาแน่นอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพอากาศช่วงฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของโรคระบบทางเดินหายใจโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกโรงเตือนสถานการณ์การแพร่ระบาดล่าสุดที่น่ากังวล หลังพบกราฟผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อ “โควิด–19” ทะยานสูงขึ้น ขณะที่โรคคู่แฝดตามฤดูกาลอย่าง “ไข้หวัดใหญ่” ก็ยังคงความร้อนแรงไม่แพ้กันยอดผู้ป่วยขยับสูงขึ้นตามอีก สะท้อนสัญญาณเตือนว่าไวรัสทั้งสองกำลังดาหน้าเล่นงานระบบสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชนพร้อมกันแม้ในภาพรวมความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 สายพันธุ์ที่ระบาดในปัจจุบันจะลดระดับความน่ากลัวลงเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติที่ผ่านมา แต่ความสามารถในการ “แพร่กระจาย” และ “การติดเชื้อ” รวดเร็วยังคงเป็นโจทย์ใหญ่โดยข้อมูลจากกองระบาดวิทยาชี้ว่า ยอดผู้ป่วยใหม่รายวันและรายสัปดาห์กำลังไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันทำให้ตัวเลขผู้ป่วยโควิดพุ่งเข้าใกล้หลักแสนรายแล้วในเวลาเดียวกัน “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งระบาดหนักไม่แพ้กันก็สร้างแรงกดดันให้ห้องตรวจโรคตามโรงพยาบาลทั่วไป โดยมียอดสะสมทั่วประเทศทะลุหลัก 3 แสนรายไปเป็นที่เรียบร้อยการที่ตัวเลขผู้ป่วยโควิดกระโดดขึ้น 22.9% และไข้หวัดใหญ่ทะยานตาม 17.7% ภายในห้วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ บ่งบอกถึงภาวะการแพร่ระบาดระลอกย่อยตามฤดูกาล ที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ปิด โรงเรียน สำนักงาน และชุมชนแออัดที่ระบบระบายอากาศไม่เพียงพอพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่ม 608” และ “เด็กเล็ก”...ด่านหน้าความเปราะบางที่ต้องระวังขั้น 3แม้ตัวเลขผู้ป่วยภาพรวมส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำความเสี่ยงไปยัง “กลุ่ม 608” อันได้แก่ ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ทางเดินหายใจ และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก...ที่มีอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลสูงกว่ากลุ่มอื่น จากสถิติผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย และหลายรายยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามกำหนด การปล่อยให้ไวรัสทั้งสองตัวระบาดคู่ขนานกันจึงเพิ่มภาระหนักให้แก่ห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยวิกฤติในโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งท่ามกลางสถานการณ์ที่กราฟผู้ป่วยกำลังขาขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้ขอความร่วมมือประชาชนยึดหลักสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการ “D–M–H”...สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด, ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างตอกย้ำแนวคิด...“ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรหยุดงานและแยกกักตัวอย่างน้อย 5 วัน เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อในที่ทำงานหรือสถานศึกษาอาจจะกล่าวได้ว่านี่คือมาตรการ “ป่วยพัก–กั๊กเชื้อ” ทางรอดตัดวงจรระบาดเมืองกรุงนอกจากนี้ สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล หรือวัคซีนโควิดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แพทย์แนะนำให้รีบเข้ารับบริการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงและการนอนโรงพยาบาลระยะยาวเพราะ...ตราบใดที่คนในสังคมยังคงใช้ชีวิตร่วมกันโดยประมาท ตัวเลขสัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็มีแนวโน้มที่จะไต่ระดับสูงขึ้น จนอาจกลายเป็น “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่ “ระบบสาธารณสุข” ต้องเหนื่อยล้าอีกรอบ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม