เมื่อวานผมเล่าถึงบทบาทของ “อวดชุม” ในการปลุกเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรในชุมชน วันนี้ผมจะพาไปดูอีกบทบาทหนึ่งในการวางรากฐานการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ ผ่านโปรเจกต์ “นักธุรกิจน้อย” ที่เปลี่ยนโรงเรียนขนาดเล็กให้กลายเป็นห้องเรียนธุรกิจที่มีรังผึ้งเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนและแหล่งสร้างรายได้หลักคิดของ คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเบทาโกร ผู้ริเริ่มก่อตั้งอวดชุม ในการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบองค์รวมจะต้องพัฒนารากฐานให้ครบ 5 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสุขภาพ เลือกทำพื้นที่เล็กๆให้สำเร็จก่อนแล้วจึงขยายไปพื้นที่อื่นๆต่อไปโปรเจกต์นักธุรกิจน้อยมุ่งเน้นไปที่เรื่องการศึกษา โดยนำการเลี้ยงผึ้งมาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้และฝึกทักษะผู้ประกอบการให้แก่เด็กๆ เรียกว่า โครงการผึ้งรู้ เรียนอย่างสนุก ใช้ผึ้งเป็นสื่อกลาง สร้างนักธุรกิจน้อย และสร้างชุมชนปลอดยาฆ่าแมลง เพราะถ้าละแวกนั้นปลูกพืชผักโดยใช้ยาฆ่าแมลง ผึ้งก็จะไม่อยู่กระบวนการเรียนรู้จะให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษาวงจรชีวิตผึ้ง การดูแลรักษากล่องเลี้ยงผึ้ง การเก็บเกี่ยวผลผลิต การทำบัญชีคำนวณต้นทุน-กำไร ไปจนถึงการแปรรูปสินค้าพร้อมขายการดำเนินงานเริ่มนำร่องที่ โรงเรียนบ้านหินกบ (โรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียน 62 คน) ในปี 2567 นำกล่องเลี้ยงผึ้ง 30 กล่องไปให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีฝึกเลี้ยงและเก็บน้ำผึ้ง ถือเป็น 1 ฐานการเรียนรู้ของโรงเรียน โดยมีนักเรียนแกนนำประจำฐาน 6 คน และนักเรียนในโรงเรียนจะได้เรียนรู้หมุนเวียนกันทุกคน ปีแรกได้ผลผลิตน้ำผึ้งบริสุทธิ์ 42 ขวด (ขนาด 330 มล. ขายราคาขวดละ 400 บาท) ปี 2568 ได้ผลผลิตเพิ่มเป็น 46 ขวด และในปี 2569 เก็บครั้งที่ 1 ได้น้ำผึ้งเพิ่มถึง 67 ขวดต่อมาช่วงเดือน มิ.ย.2568 ได้ขยายโครงการไปสู่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๗๘ (โรงเรียนขนาดกลาง นักเรียน 281 คน) เริ่มต้นจากกล่องเลี้ยงผึ้ง 20 กล่อง การเก็บผลผลิตครั้งแรกของปี 2569 ได้น้ำผึ้ง 45 ขวดนอกจากน้ำผึ้งบริสุทธิ์แล้ว อวดชุมยังได้เชื่อมโยงพันธมิตรอย่าง BeePark และแบรนด์ชุดนอน SliptoSleep เข้ามาร่วมต่อยอดผลิต ผ้าไขผึ้งถนอมอาหาร โดยนำเศษผ้าคอตตอนส่วนเกินจากโรงงานชุดนอนมาตัดเย็บและชุบด้วยไขผึ้งบริสุทธิ์ที่ได้จากรังผึ้งในโรงเรียน ใช้สำหรับห่อหุ้มอาหารผลไม้ จะเก็บรักษาความสดได้นานขึ้น ดีกว่าใช้พลาสติกแร็ป พวกฝรั่งชอบใช้ผ้าไขผึ้งอย่างมาก เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถใช้ซ้ำได้นาน 1-2 ปี โรงเรียนบ้านหินกบทำผ้าไขผึ้งออกขายได้ 280 ผืน ในปี 2567 และเพิ่มเป็น 518 ผืน ในปี 2568 ราคาขายผืนละประมาณ 100 บาททักษะที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตชิ้นงาน แต่เด็กๆยังได้เรียนรู้กระบวนการทำบรรจุภัณฑ์ การคุมคุณภาพ การวางเรื่องราวของสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น น้ำผึ้งและผ้าไขผึ้งที่ผลิตโดยฝีมือเด็กนักเรียนมีวางจำหน่ายในหน้าร้านคาเฟ่อวดชุม และช่องทางออนไลน์รายได้ทั้งหมดนำมาสมทบทุนการศึกษาให้นักเรียน ทำให้เด็กๆได้เห็นว่า ความรู้และหยาดเหงื่อที่ร่วมกันลงแรงสามารถแปลงกลับมาเป็นทุนการศึกษา ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้ขณะเดียวกันโครงการยังส่งผลต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในตำบลชุมโคโดยตรง เพราะการเลี้ยงผึ้งให้ได้ผลผลิตดี พื้นที่รอบโรงเรียนและชุมชนจะต้องปลอดยาฆ่าแมลงและสารเคมี กิจกรรมของเด็กๆจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กระตุ้นให้ผู้ปกครองและชาวบ้านร่วมกันลดใช้สารเคมีเกษตร เป็นผลดีต่อสุขอนามัยของทุกคนในชุมชนปรัชญาการทำงานของอวดชุมได้สร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน จะขายน้ำผึ้งได้กี่ขวด ขายผ้าไขผึ้งได้กี่ผืน ก็ไม่สำคัญเท่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่ถูกปลูกฝังติดตัวเด็กๆนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม