การตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย จำนวนเสียงรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่ง (ภูมิใจไทย 191 คน เพื่อไทย 74 คน) นับเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่แยบยล เอาคู่แข่งมาเป็นคู่ค้า ต่อให้ฝ่ายค้านจับมือกันถล่มจุดตายของระบอบสีน้ำเงินอย่างไรโอกาสที่จะโค่นภูมิใจไทยชนิดขุดรากถอนโคนเป็นไป ได้ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรด้วยเหตุผลที่ว่า ระบอบสีน้ำเงินมีเสียงข้างมากในสภา ไม่ว่าการเมืองจะพลิกขั้วอย่างไร ก็เอาชนะขั้วสีน้ำเงินไม่ได้อยู่ดี สมมติเอาแดงออกเสียงหายไป 74 เสียง เอาประชาธิปัตย์ 21 เสียง บวกกล้าธรรมอีก 58 เสียงเข้ามาแทน ยิ่งจะทำให้เสียงของฝ่ายรัฐบาลมากขึ้นด้วยซ้ำหรือจะเอา พรรคประชาชน 120 เสียง ไปรวมกับ กล้าธรรม 58 เสียง ประชาธิปัตย์ 21 เสียง เพื่อไทย อีก 74 เสียงรวมกันแล้ว 273 เสียง แล้วให้ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯตามสูตรที่เล่าลือกันก็ ต้องตั้งคำถามไปที่พรรคเพื่อไทย กล้าธรรมและประชาธิปัตย์จะกล้าไปจับมือกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะเหตุผลทางการเมืองและ สว.สีน้ำเงิน ที่ค้ำคออยู่ ดังนั้น จำนวนเสียงข้างมากในสภาทั้งสภาล่างสภาสูง ภูมิใจไทยย่อมได้เปรียบเต็มประตูความฉลาดของระบอบสีน้ำเงินที่เอาพรรคเพื่อไทยมาไว้ใกล้ตัว ทำให้เพื่อไทยที่มีศักยภาพพอฟัดพอเหวี่ยงกับภูมิใจไทยขยับตัวไม่ออกเพราะถูกมัดไว้ด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน ในขณะที่ด้านบริหารก็กดพรรคเพื่อไทยเอาไว้ให้กำกับดูแลกระทรวงด้านสังคมเป็นกระทรวงเกรดบีเกรดซี ไม่มีบทบาทในการบริหารปกครองประเทศเท่ากับพรรคภูมิใจไทย ที่กุมอำนาจกระทรวงเกรดเอที่สำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงเอาไว้ทั้งหมด (สมัยรัฐบาลเพื่อไทยภูมิใจไทยยังได้คุมมหาดไทย) ภายใต้การคำนวณยุทธศาสตร์ทางการเมืองเป็นอย่างดีของพรรคภูมิใจไทย ที่ครอบคลุมระบบราชการ องค์กรอิสระ หน่วยงานการตรวจสอบเอาไว้เกือบจะทั้งหมด หรือที่ฝ่ายค้านตั้งชื่อให้ว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน ถ้าจะเปรียบเทียบกับการเข้ามายึดอำนาจของฝ่ายเผด็จการ หรือในอดีตที่รัฐบาลเสียงข้างมากถูกเรียกว่า เผด็จการรัฐสภานั้นแตกต่างกันที่วิธีการปฏิบัติภายใต้เป้าหมายเดียวกันประชาธิปไตยเสียงข้างมาก กลายเป็นจุดอ่อนของระบอบ ประชาธิปไตย ถ้าจุดเริ่มต้นของกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ภายใต้ครรลองและวิถีของระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับ เสียงข้างมากในสภา ถ้าไม่อยู่ภายใต้ครรลองของ ประชาธิปไตยเพื่อประชาชนแต่เพื่อพิทักษ์บุคคลหรือผลประโยชน์ ก็จะเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและในท้ายที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยที่ไม่แตกต่างจากเผด็จการเท่าไหร่นักบทพิสูจน์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนเดิมพันด้วยชีวิตเที่ยวนี้ กรณีคดีฮั้วเลือก สว. ที่ต้องเอาอนาคตเป็นเดิมพันทั้งระบอบสีน้ำเงินและ กกต.หลังพิงฝาด้วยกันทุกฝ่ายการโกงข้อสอบท้องถิ่นพิสูจน์แล้วว่าการทุจริตและคอร์รัปชันในแวดวงราชการฝังรากลึกขนาดไหน ไม่ใช่แค่การคอร์รัปชันธรรมดาสามัญ แต่เป็นการคอร์รัปชันการปกครองประเทศและจะเป็นบทพิสูจน์ภาวะผู้นำเป็นครั้งสุดท้ายคนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต ในที่สุดงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลาเสมอ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม