กลายเป็นประเด็นที่น่าวิตกกังวลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครน ข่มขู่ว่าจะโจมตีสายการบินพาณิชย์ที่เดินทางเข้าออกน่านฟ้ารัสเซียแม้จะเป็นเพียงการอัดคลิปวิดีโอ ไม่ได้ตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นทางการ แต่สุดท้ายก็คือคำพูดของประธานาธิบดี แสดงเจตจำนงในฐานะ “ผู้นำประเทศ” ว่า การสัญจรทางอากาศที่เชื่อมต่อรัสเซียกับประเทศต่างๆจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป โดยเฉพาะเส้นทางเข้าออกกรุงมอสโก และนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและถึงจะไม่ได้ให้รายละเอียดอย่างชัดเจนว่าจะทำเช่นไร แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพยูเครนซึ่งได้รับการสนับสนุนชาติจากพันธมิตรชาติตะวันตก ก็ได้มีการส่ง “โดรนพิฆาต” เข้าโจมตีดินแดนของรัสเซียโดยตรงอย่างต่อเนื่อง งานนี้จึงสามารถเหมารวมได้หรือไม่ว่า เครื่องบินพลเรือนที่ตกเป็นเป้าหมายจะถูกโจมตีด้วยฝูงโดรนพิฆาตเช่นเดียวกันสิ่งที่น่ากลัวประการหนึ่งในการใช้โดรนพิฆาตคือการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่า ใครคือ “ตัวการ” ก่อเหตุ จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากฝ่ายที่ถูกกล่าวหาสามารถประกาศปัดความรับผิดชอบได้อย่างเต็มปาก อ้างว่าถูก “ผสมโรง” อันนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้ทำแต่เป็นคนอื่นที่มาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์มีอะไรขึ้นมารับรองได้ว่าพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อย่อม “ตายฟรี” การโจมตีเครื่องบินโดยสาร (หรือเครื่องบินขนส่งก็ตาม) ไม่มีทางที่จะทำให้สงครามเปลี่ยนแปลง มีแต่จะสร้างความเจ็บแค้นให้ฆ่าฟันกันหนักขึ้นจากข้อมูลขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ รัสเซียถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายเส้นทางการบินพลเรือนขนาดใหญ่ของโลก ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีผู้โดยสารเดินทางกว่า 50 ล้านคน ในจำนวนนี้ 36 ล้านคนเดินทางในประเทศ 13 ล้านคน เดินทางระหว่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 272,000 คนต่อวันขณะที่ข้อมูลทางการรัสเซียระบุมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าออกรัสเซียไปแล้วกว่า 3 ล้านคนในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นสัดส่วน 16,500 คนต่อวัน ตัวเลขนี้ไม่นับรวมวีซ่านักเรียน แรงงาน หรือวีซ่าธุรกิจภายหลังปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2565 สายการบินนานาชาติได้ยุติการให้บริการเที่ยวบินไปยังรัสเซียเป็นจำนวนมากแต่ยังคงมีสายการบินตุรกี จีน ชาติอ่าวเปอร์เซีย ที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น เตอร์กิช แอร์ไลน์ เอมิเรตส์ กาตาร์ แอร์เวย์ส แอร์ไชน่า ไชน่าอีสเทิร์น ไชน่าเซาต์เทิร์นส่วนเส้นทางบินตรงระหว่างรัสเซีย–ประเทศไทย มีผู้ให้บริการหลักคือสายการบินแอโรฟลอต (Aeroflot) ของรัสเซีย เชื่อมเส้นทางมอสโก–กรุงเทพฯ และมอสโก–ภูเก็ต บริการ 1–2 เที่ยวบินต่อวันตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 โดรนพิฆาตที่ถูกปล่อยมาจากยูเครน ได้ส่งผลกระทบให้สนามบินนานาชาติของรัสเซียระงับการบริการชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง นับคร่าวๆได้กว่า 450 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสนามบินในกรุงมอสโก เมืองโซชี คราส โนดาร์ คาลูกา ซาราตอฟ และนครเซนต์ปีเตอร์ส เบิร์ก โดยทันทีที่ระบบต่อต้านอากาศตรวจพบภัยคุกคาม ก็จะดำเนินแผนปฏิบัติการ “ปูพรม” สั่งให้เครื่องบินโดยสารเปลี่ยนเส้นทาง ยุติเที่ยวบิน ขาออกทั้งหมด และปิดน่านฟ้าแบบจำกัดบริเวณ เป็นการชั่วคราวจนกว่าภัยอันตรายจะหมดไปการใช้โดรนพิฆาตสอยเครื่องบินพาณิชย์ เป็นเรื่องที่ยาก แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยจังหวะอยู่ในช่วงเวลาที่เครื่องบินกำลังเทกออฟ หรือแลนดิ้ง ซึ่งมีความเร็วและเพดานบินต่ำ แน่นอนว่าการส่งโดรนพิฆาตบินเข้าไปจะถูกตรวจจับด้วยระบบเรดาร์ต่างๆ แต่เทคโนโลยีโดรนสำหรับการก่อวินาศกรรมนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องบินไปจากประเทศต้นทาง สามารถลักลอบนำเข้าไปในแผ่นดินของข้าศึก แล้วค่อยเริ่มปฏิบัติการ ไม่ต่างอะไรกับการแทรกซึมของขบวนการ “ก่อการร้าย”แอบขนใส่ตู้คอนเทนเนอร์รถบรรทุกและนำไปจอดไว้ในที่ลับตาคนใกล้กับสนามบินพอถึงเวลาก็ส่งขึ้นปฏิบัติการ หรือใช้โดรนแบบฝูงผึ้ง ควบคุมด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์เอไอให้ค้นหาเป้าหมายโดยอัตโนมัติอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา หรือ Chicago Convention กำหนดห้ามใช้อาวุธโจมตีเครื่องบินพลเรือนที่กำลังบินอยู่ แต่ยกเว้นอำนาจตามกฎบัตรของสหประชาชาติ ในเรื่องสิทธิการป้องกันประเทศของตนเองจากการโจมตีของศัตรู ซึ่งแปลความให้เข้าใจง่ายๆ คือสามารถยิงได้หากเครื่องบินพลเรือนลำนั้นๆ กำลังปฏิบัติการเพื่อโจมตีชาติบ้านเมืองปัจจุบันมี 193 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลกร่วมให้สัตยาบันเป็นสมาชิก ประกาศจุดยืนมอบความปลอดภัยแก่การบินพลเรือนระหว่างโลก ซึ่งประเทศยูเครนก็เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2535 พร้อมใช้กลไกดังกล่าวมาตลอด เรียกร้องให้รัสเซียแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุโศกนาฏกรรมเที่ยวบิน MH17 ที่ถูกสอยในยูเครนตะวันออกปี 2557 รวมถึงเรียกร้องให้อิหร่านรับผิดชอบต่อเหตุโศกนาฏกรรมเที่ยวบิน PS752 ที่ถูกยิงตกในพื้นที่กรุงเตหะราน ปี 2563จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าหดหู่ที่สถานการณ์ “สงคราม” ได้ทำให้ประธานาธิบดียูเครนออกมาประกาศคำข่มขู่ในลักษณะที่ขาดความยับยั้งชั่งใจเช่นนี้ ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมารัฐบาลรัสเซียได้ป่าวประกาศพยายามเชื่อมโยงยูเครนเข้ากับคำว่า “ก่อการร้าย” แต่ยังไม่มีใครฟังหรือยอมเรียกตาม เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆไม่ว่ามองรัสเซียเป็นผู้ร้าย รูปการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นยังคลุมเครือ มีอะไรหลายอย่างให้เผื่อใจการขู่ว่าจะทำให้น่านฟ้าไม่ปลอดภัย ให้คนเกิดความกลัวที่จะบินไปรัสเซีย ถือเป็นพฤติกรรมสร้าง Terror ตามตำราการก่อการร้ายได้เช่นกัน กลายเป็นคำถามให้ฉุกคิดว่าสิ่งที่รัสเซียพูดอาจไม่ใช่เรื่องห่างไกลความเป็นจริงแต่อย่างใด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม