วันที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนเร็ว ทั้งการมาของรถยนต์ไฟฟ้า สงครามราคา และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิม การเป็นผู้นำค่ายรถยนต์จึงไม่ใช่แค่คำถามว่าจะขายรถได้กี่คัน แต่คือการตัดสินใจว่า จะพาองค์กรเดินไปทางไหนในวันที่ “คำตอบสำเร็จรูป” อาจไม่มีอีกต่อไป“ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์” ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ ค่ายมาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ได้ถ่ายทอดมุมมองผ่าน Facebook ส่วนตัวถึง “เป้าหมายที่ผมอยากพา Mazda ไปให้ถึง” โดยมีแกนสำคัญอยู่ที่การให้ “ทางเลือก” มากกว่าการวิ่งตามกระแสระยะสั้นบิ๊กบอส “มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย)” ย้ำว่าหนึ่งในเป้าหมายหลักที่อยากขับเคลื่อนคือ Multi–Solution Strategy เพราะตลาดไทยและอาเซียนยังมีความแตกต่างทั้งรูปแบบการใช้งาน โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังซื้อ Mazda จึงไม่ได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีเดียว แต่เปิดทางตั้งแต่เครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง Hybrid (รถยนต์ไฮบริด), PHEV (รถปลั๊กอินไฮบริด) ไปจนถึง BEV (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีใดจะชนะ แต่คือเทคโนโลยีใดเหมาะกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม เพราะรถยนต์ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อแล้วเปลี่ยนกันง่ายๆ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนจึงต้องเดินคู่กับความเป็นจริงของชีวิตผู้บริโภคอีกเรื่องที่น่าจับตาคือ การมองให้พ้น “สงครามราคา” ที่เกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ลดลงอาจช่วยเร่งยอดขายในระยะสั้น แต่ก็มีผลต่อมูลค่ารถมือสองและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว Mazda จึงให้น้ำหนักกับ Total Cost of Ownership หรือ TCO ตั้งแต่คุณภาพ การบริการ อะไหล่ ไปจนถึง Residual Valueเพราะความคุ้มค่าของรถหนึ่งคันไม่ได้จบลงที่ราคาหน้าโชว์รูม แต่ต้องมองไปถึงต้นทุนตลอดช่วงเวลาที่เป็นเจ้าของด้วยเช่นเดียวกับ Digital และ Data ที่ไม่ควรจบอยู่แค่หน้าจอหรือฟังก์ชันใหม่ในรถ แนวคิด Digital Omotenashi ของ Mazda คือการใช้ข้อมูลเพื่อเข้าใจลูกค้าและดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มสนใจรถ ทดลองขับ ซื้อรถ ไปจนถึงบริการหลังการขาย หากทำได้จริง เทคโนโลยีจะไม่ได้เป็นเพียงของเล่นในรถ แต่กลายเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าส่วนโจทย์ของประเทศไทยอยู่ที่การ รักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิต ในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน Mazda มีประวัติลงทุนในไทยมายาวนานกว่า 75 ปี และมี AAT (บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด) เป็นฐานการผลิตสำคัญ การเดินหน้าต่อจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการผลิตรถรุ่นใหม่ แต่รวมถึงการยกระดับ Local Supply Chain และพัฒนาทักษะของวิศวกร ช่างเทคนิค และบุคลากรไทยให้พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่เมื่อมองรวมกันทั้งสี่ด้าน สิ่งที่ธีร์กำลังพูดจึงไม่ใช่เพียงแผนขายรถ แต่เป็นโจทย์การสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์ในระยะยาว ตั้งแต่ทางเลือกของเทคโนโลยี คุณค่าตลอดอายุการใช้งาน ประสบการณ์ของลูกค้า ไปจนถึงความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในวันที่ทุกคนกำลังเร่งเครื่องตามกระแส ความท้าทายของ Mazda อาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด แต่คือการเลือก “เส้นทาง” ที่เหมาะกับตลาด และไปให้ถึงปลายทางโดยไม่ทิ้งคนใช้รถและอุตสาหกรรมไทยไว้ข้างหลัง!!!เกสตาโปคลิกอ่านคอลัมน์ “สังเวียนยานยนต์” เพิ่มเติม