เมื่อเอ่ยถึงสิ่งลี้ลับคู่บ้านคู่เมืองไทยที่มีอายุกว่าหลายชั่วคน ชื่อของ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ย่อมผุดขึ้นมาในความทรงจำของใครหลายคนทันทีภาพจำของผู้คนไม่น้อย ว่ากันว่า...ปู่โสมคือชายชรานุ่งห่มดั่งนักรบโบราณหรือฤาษีผู้ทรงศีลนั่งถือดาบหรือถือกระบองคอยปกป้องสมบัติแผ่นดิน สมบัติโบราณ หรือขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้รากไทรหรือใต้ดิน เปรียบเสมือนเป็นภาพแทนของความหวาดกลัวและความยำเกรงต่อบาปกรรมในอดีต ในทางประวัติศาสตร์และคติความเชื่อโบราณ ปู่โสมไม่ได้เป็นเพียงแค่ผีหรือวิญญาณดุร้าย แต่มีสถานะเป็น “ผู้พิทักษ์” ที่มักผูกพันกับดวงวิญญาณของทาส ขุนนาง หรือทหารในอดีตผู้ทำหน้าที่รักษาคลังสมบัติของแผ่นดิน หรือเจ้าของทรัพย์สินผู้ตายตาหลับด้วยความห่วงหาอาลัยในทรัพย์สมบัติของตนเองความเชื่อนี้ทำหน้าที่เป็น “กฎหมายทางใจ” ของคนโบราณ ในยุคสมัยที่ยังไม่มีธนาคาร ระบบกฎหมายยังไม่ครอบคลุม หรือยามเกิดสงครามโยกย้ายถิ่นฐาน การขุดหลุมฝังทรัพย์สินมีค่าคือทางรอดเดียว และเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นปลอดภัยจากการถูกขโมย...อุบายทางจิตวิทยาที่ทรงพลังที่สุดคือการสร้างเรื่องเล่าขานว่ามี “อาถรรพณ์” และ “ปู่โสม” คอยเฝ้าระวังอยู่ ใครบังอาจล่วงเกินจะต้องมีอันเป็นไป“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”...วิญญาณหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่เฝ้ารักษาทรัพย์สมบัติแผ่นดินโบราณ หนึ่งในตำนานยุคอยุธยาเล่าขานกล่าวถึงกันว่า...“วัดกุฎีดาว” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีเรื่องเล่าของนายโสมหรือนายผาด ทหารโบราณผู้ถูกผูกพันด้วยคำสาปให้เฝ้าสมบัติใต้ดิน ส่วนอีกหนึ่งตำนาน...ก็เล่าลือกันไว้เกี่ยวโยงกับเครื่องรางมีการสร้างเครื่องรางประเภท “หุ่นพยนต์ปู่โสม” เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองภัยและเรียกทรัพย์ ตามตำราเกจิอาจารย์โบราณ เช่น สายของหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พลิกแฟ้มเปิดตำนาน “วัดกุฎีดาว”... ขุมทรัพย์โบราณและวิญญาณผู้พิทักษ์ วัดนี้ตั้งอยู่ ณ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ด้วยความที่ที่นี่เป็นพระอารามหลวงและเป็นเขตพระราชฐานชั้นในใกล้กับวังตามคติความเชื่อโบราณและการบอกเล่าสืบต่อๆกันมา...ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในจุดที่มีการฝังสมบัติ ทองคำ และโบราณวัตถุล้ำค่าของแผ่นดินไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันการโจรกรรมและการสูญหายในยามศึกสงคราม จึงเกิดวิญญาณผู้ทำหน้าที่ปกปักรักษาทรัพย์สินเหล่านั้นด้วยความซื่อสัตย์และคำสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งชาวบ้านและนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่างขนานนามผู้พิทักษ์แห่งนี้ว่า “ปู่โสม” หรือ “ปู่ผาด” วิญญาณนักรบหรือขุนนางโบราณผู้ทำหน้าที่ดูแลสมบัติแผ่นดินไม่ให้ใครล่วงเกินเรื่องราวของปู่โสมแห่งวัดกุฎีดาว ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าหลอกเด็ก หากแต่เคยกลายเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญและท้าทายความเชื่อมาแล้ว กล่าวกันว่าราวๆช่วงปี พ.ศ.2503-2504 ได้มีเหตุการณ์การขุดค้นหาขุมสมบัติโบราณ...การขุดค้นในครั้งนั้นถูกบันทึกไว้ว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนขนลุกและอุปสรรคปริศนานานัปการ ทั้งเสียงร้องโหยหวน ลางสังหรณ์ประหลาด และเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องสะดุ้งกลัว จนกลายเป็นกระแสทับซ้อนที่ตอกย้ำว่า อาถรรพณ์ของปู่โสมและการปกป้องทรัพย์สมบัติของแผ่นดินนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ใดจะเข้ามาตักตวงไปได้ตามอำเภอใจ ด้วยโปรดจำไว้ว่า...สมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่เราควรปกป้อง ไม่ใช่ทองคำที่ฝังอยู่ใต้ดิน หากแต่คือ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ในจิตใจต่างหาก ที่ต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ไม่มีวันเสื่อมค่าและไม่มีใครแย่งชิงไปได้ทุกครั้งที่มีข่าวคราวการตามล่าสมบัติโบราณ สิ่งที่มักตามมาด้วยเสมอไม่ใช่ความร่ำรวย แต่คือความพินาศ ความขัดแย้ง และคดีความ ราวกับคำสาปของปู่โสม แท้จริงแล้วเป็นเพียงผลลัพธ์ของการกระทำอันขาดสติของตัวมนุษย์เอง ที่ยอมตกเป็นทาสของความโลภ จนมองข้ามคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศีลธรรม ปัจจุบัน แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปนับร้อยปี และวัดกุฎีดาวจะหลงเหลือเพียงซากอิฐปูนอันงดงามเงียบสงบ แต่ศรัทธาที่มีต่อ “ศาลปู่โสม” ภายในวัดกลับไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา กลับกันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของสายมูเตลูและผู้มากศรัทธาที่เดินทางมากราบไหว้ขอพรศรัทธาในยุคปัจจุบันผันเปลี่ยนจากความกลัวไปสู่การขอพร “เปิดทรัพย์”...ผู้ที่เดินทางมาสักการะมักจะนำธูปและเครื่องสักการะมาบูชา พร้อมกับการกล่าวคำขอขมา ขออนุญาตต่อหน้าศาล เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ดูแลพื้นที่ ไม่ลบหลู่ หรือคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน การมากราบไหว้ปู่โสมที่ “วัดกุฎีดาว” ในมุมมองของคนยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่การมาขอโชคลาภ หรือตัวเลขอย่างไร้เหตุผล หากแต่เป็นการมาเพื่อ “เบิกทรัพย์” เสริมความเป็นสิริมงคล และเตือนสติให้ตนเองเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต ดั่งที่ปู่โสมทำหน้าที่พิทักษ์สมบัติของแผ่นดินด้วยชีวิตตำนานปู่โสมแห่งวัดกุฎีดาว ประหนึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ที่คอยย้ำเตือนเราว่า แผ่นดินไทยผืนนี้มีความเป็นมาอันยาวนาน เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่ปกป้องบ้านเมืองมาด้วยชีวิต สมบัติที่แท้จริงจึงไม่ใช่ทองคำที่ฝังอยู่ใต้รากไม้ หากแต่คือ “จิตสำนึก” ที่เราต้องร่วมกัน...รักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานสืบไป“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก-ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม