ทุจริตคอร์รัปชันกัดกิน แล้วประเทศจะเหลืออะไร? เมื่อคนไทยต้องจ่าย “ค่าสินบน” ทุกวันแบบไม่รู้ตัว หัวเรื่องบาดหัวใจคนไทยทั้งประเทศ “Thairath Money”...ยังตอกย้ำขยี้ประเด็น เคยสงสัยไหมว่าทำไมค่าครองชีพบ้านเราถึงพุ่งเอาๆ?คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าห้องนิดเดียว ราคาถึงกระโดดไปไกล หรือทำไมของกินของใช้ในมือนักธุรกิจไทยถึงต้องบวกราคาเพิ่มด้วย?คำตอบของเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากคำว่า “เงินใต้โต๊ะ”พลิกแฟ้มย้อนรอยวันวาน (14 พ.ค.) มีข้อมูลที่ชวนตั้งคำถามใหญ่จาก กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ที่ออกมาแฉความจริงที่น่าตกใจว่า “คอร์รัปชันในระบบราชการไทย” ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤติและแย่ลงเรื่อยๆ โดยสถิติที่ฟังแล้วต้องถอนหายใจ จากผลสำรวจผู้บริหารธุรกิจทั่วประเทศ 401 ราย พบว่า...60.9% ของนักธุรกิจบอกว่า ไปขออนุญาตทีไร ต้องเจอ “การส่งสัญญาณ” ขอสิ่งตอบแทนตลอด...37.3% ยืนยันว่าถ้าอยากได้งานภาครัฐ ต้องยอมจ่าย “ค่าพิเศษ” เฉลี่ย 11-15% ของมูลค่าสัญญาเรตราคาจ่ายใต้โต๊ะเฉลี่ยพุ่งสูงถึงหลักแสนต่อครั้ง ตั้งแต่กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า ไปจนถึงกรมที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ส่วนหน่วยงานที่มีอัตรา “เสนอให้ส่งตอบแทน” สูงสุด ได้แก่ ตำรวจทางหลวง/จราจร, กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น แต่ที่น่าสลดกว่า คือ เหล่านักธุรกิจชี้ว่าสาเหตุหลักที่ต้องยอมจ่ายสินบนมาจากขั้นตอนซับซ้อนของหน่วยงานราชการ, กฎหมายที่มักเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป และไม่ต้องการมาไล่แก้ปัญหาทีหลังนอกจากนี้แล้ว 43.7% ระบุว่า ต่อให้เจออะไรต่อมิอะไร ในการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ก็ “ไม่กล้าร้องเรียนเลย” เพราะไม่เชื่อมั่นในช่องทาง Whistleblowing (ผู้แจ้งเบาะแส) ของรัฐข่าวใหญ่ดังกล่าวตอกย้ำกับสิ่งที่นานาประเทศมองมาที่ประเทศไทย ผ่านตัวเลขดัชนีคอร์รัปชัน (CPI) ปี 2568 ที่ล่าสุดคะแนนของไทยเราดิ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ร่วงเหลือเพียง 33 คะแนน และรั้งอันดับ 116 ของโลก สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสจนขมุกขมัวพุ่งเป้าคอร์รัปชัน “ต้นทุนแฝง” ที่เราต้องจ่ายแบบไม่รู้ตัวในแง่ภาพใหญ่ ต้องยอมรับว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ค่าใช้จ่ายแอบแฝงสูงขึ้น นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ส่งผลต่ออัตราการลงทุนลดลง และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศอย่างรุนแรง...โดยส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้า ขาดความน่าเชื่อถือ ทำลายความยุติธรรมในสังคม...เกิดความไม่เท่าเทียมสูญเสียโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ควรจะดีกว่านี้ แต่ถ้ามองให้ใกล้ตัวเรามากขึ้น พาเรื่องคอร์รัปชันลงจากเรื่องนามธรรม อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของนักธุรกิจกับข้าราชการเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว “ไม่มีนักธุรกิจคนไหนยอมขาดทุน” เมื่อเขาต้องจ่ายรายทาง เขาก็ต้องเอามาบวกเพิ่มในราคาสินค้าและบริการที่ขายให้เราด้วยเหมือนกันยกตัวอย่าง...อยากสร้างคอนโดฯ? ต้องผ่านทั้ง EIA, กรมที่ดิน, ฝ่ายโยธา, การไฟฟ้า, การประปา กว่าจะครบทุกใบอนุญาต ถ้าอยาก “เร็ว” ก็ต้องจ่าย สุดท้ายค่าสินบนพวกนี้ก็ถูกบวกเข้าไปใน “ราคาต่อตารางเมตร” ที่เราผ่อน คนซื้อก็อาจต้องผ่อนแพงขึ้นเป็นสิบปีอยากขนส่งสินค้า? เจอด่าน เจอส่วย ต้นทุนขนส่งก็เพิ่ม สุดท้ายราคาข้าวแกงหน้าปากซอย อุปกรณ์–วัสดุ ก็ต้องขึ้นตามจัดซื้อจัดจ้างรัฐ? งบภาษี 100 บาท แทนที่จะได้ถนนคุณภาพดีเต็มร้อย กลับถูกหักหัวคิวไป 15 บาท ผลคือได้ถนนพังๆที่ต้องซ่อมซ้ำซาก เสียภาษีซ้อนแล้วซ้อนอีกถ้าเป็นโครงการรัฐหมื่นล้าน เงินหายไปเฉยๆ 1,500 ล้านบาท เงินจำนวนนี้สร้างโรงพยาบาลมาตรฐานสูงได้ 1 แห่ง หรือซื้อรถเมล์ไฟฟ้าใหม่เอี่ยมให้คนกรุงนั่งได้หลายร้อยคันสำหรับเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ เงินแสนที่ต้องจ่ายเป็นค่าใต้โต๊ะไป อาจเป็นเงินที่นำไปจ้างพนักงานเก่งๆ ได้ 2–3 คน หรือเป็นงบยิงโฆษณาขยายธุรกิจได้เป็นปี แต่ที่ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะต้นทุนจมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขอใบอนุญาตเรากำลังเสียอะไรมากกว่าแค่ “เงิน”?...ที่น่ากลัวกว่าเงินที่หายไป คือ “พลังชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ เมื่อระบบการทำงานวัดกันที่ “เส้นสาย” และ “เงินใต้โต๊ะ” มากกว่า “ความสามารถ” ข้อมูลของภาคเอกชนที่ระบุว่า 51% ของคนทำงานบอกว่าติดต่อราชการยากขึ้นเรื่อยๆ ลองนึกภาพถ้าเราเป็นสตาร์ตอัพ, ครีเอเตอร์ หรือเอสเอ็มอีตัวเล็กๆที่ไม่มีคอนเนกชัน ไม่มีเส้นสาย จะรอด หรือจะโตในระบบนี้ได้อย่างไร?ทั้งหมดเหล่านี้...อาจสรุปได้ว่า เรากำลังอยู่ในประเทศที่ “ความเก่ง” อาจแพ้ “เงินใต้โต๊ะ”นี่จึงกลายเป็นเหตุผลที่คนเก่งๆเริ่มหมดไฟ เริ่มอยากย้ายออก เพราะไม่อยากอยู่ในระบบที่ต้องโตด้วยการส่งซอง... ส่งส่วยไปตลอด บริษัทซื่อสัตย์แข่งราคาไม่ได้, เอสเอ็มอีใหม่เข้าตลาดยาก หรือคนไม่ยอมจ่ายก็ต้องยอมตกอยู่ในสภาพ “โตช้า”ฉะนั้น...จะเห็นได้ว่าทุจริตไม่ได้แค่ทำให้ประเทศเติบโตช้าถ่วงความเจริญ แต่อีกแง่ก็กำลังไล่คนเก่งออกจากระบบด้วย เพราะถ้าความสำเร็จต้องแลกมาด้วยการทำผิดระเบียบซ้ำๆ หรือการจ่ายส่วยเป็นเรื่องปกติ มาชวนกันคิดหน่อยว่า แล้วลูกหลานเราจะเหลืออนาคตแบบไหนในประเทศนี้?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม