“ประเทศไทย”...ไม่ต้องกังวลเรื่อง GLOF จากธารน้ำแข็ง นั่นก็คืออุทกภัยหรือน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เกิดจากการที่ทะเลสาบน้ำแข็ง...ซึ่งเกิดจากน้ำละลายของธารน้ำแข็งพังทลายลงมา ทำให้น้ำจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็วแต่...ความเสี่ยงที่ต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้มาประยุกต์ใช้ คือ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนขนาดใหญ่, การประเมินความเสี่ยงพื้นที่ลาดเชิงเขา และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ให้มีความแม่นยำและรวดเร็วพอที่จะอพยพผู้คนทันท่วงทีก่อนมวลน้ำมหาศาลจะมาถึงย้อนรอยภัยพิบัติ เมื่อความงามของ “หลังคาโลก” กลายเป็น “มหันตภัยเงียบ” ที่ไม่มีแม้เวลาให้วิ่งหนี...เช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2026 กลายเป็นวันมืดมนที่สุดครั้งหนึ่งของเนปาล เมื่อมวลน้ำมหาศาลผสมเศษหินและโคลนจากธารน้ำแข็งบนพรมแดนเนปาล-ทิเบต พุ่งทะยานลงสู่ลุ่มน้ำโภเตโกชี และลันเดโกลาด้วยความเร็วสูงราวกับ “สึนามิ”...กวาดล้างหมู่บ้าน สะพาน เส้นทางคมนาคม และเขื่อนผลิตไฟฟ้าพังพินาศในพริบตาเหตุการณ์นี้สะเทือนขวัญผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง หลังยอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะยานนับหลายร้อยรายและมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยชีวิต ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติและแรงงานท้องถิ่นจำนวนมากกลายเป็นคำถามตัวโตๆ ถึง “วิกฤติโลกร้อน” ที่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือ ระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดใส่มนุษยชาติได้ตลอดเวลา “ภาวะโลกร้อน...สึนามิบนภูเขา” อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดประเด็นพร้อมย้ำว่าเกิดเหตุการณ์ “อุทกภัย” และ “น้ำป่าไหลหลาก” ครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาลและทิเบต (ประเทศจีน) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2569 ช่วงแรกเลยมีรายงานพบผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 160 ราย (โดยพบในฝั่งเนปาล 157 ราย และฝั่งทิเบต/จีน 3 ราย) และคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีกสาเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากฝนตกหนักเป็นหลัก แต่เกิดจากปัจจัยทาง “ธรณีวิทยา” และ “สภาพภูมิอากาศ” ที่เปลี่ยนแปลง ดังนี้ หนึ่ง...แผ่นดินไหวและธารน้ำแข็งถล่ม (Ice-Rock Avalanche) ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานธรณีวิทยา ระบุว่า เกิดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาดเล็กในพื้นที่ (ประมาณขนาด 4.4-5.2) ส่งผลให้ส่วนล่างของธารน้ำแข็งขนาดมหึมาบนเทือกเขาหิมาลัยแตกตัวและถล่มลงมาอย่างรุนแรงทำให้ก้อนน้ำแข็งและหินปริมาณมหาศาลตกลงสู่ก้นหุบเขาและแม่น้ำเลนเดโคลา (Lhende Khola) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต จนเกิดดินโคลนถล่ม ถล่มทับที่ท่าเรือจี๋หลง (Gyirong Port) ในฝั่งทิเบตและเกิดการกระตุ้นให้เกิดมวลน้ำป่าไหลหลาก (Flash Flood) ซัดเข้าท่วมหมู่บ้านถนนสะพานเชื่อมพรมแดนและโครงการเขื่อนไฟฟ้าในฝั่งเนปาล พังทลายลงในเวลาไม่กี่นาทีสอง...ผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อน โดยนักวิทยาศาสตร์และกลุ่มวิจัยสภาพภูมิอากาศ ICIMOD ระบุว่าเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้ธารน้ำแข็งเปราะบางและเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติฉับพลันในลักษณะนี้บ่อยครั้งขึ้นในอนาคตภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนี้ เป็นกรณีศึกษา “ประเทศไทย” เตือนภัยอย่างไร? ให้ประชาชนใกล้เขาสูงรอดจากน้ำท่วม โคลนถล่ม! อาจารย์สนธิ บอกอีกว่า “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” จากพื้นที่สูงหรือภูเขาลงสู่ชุมชนที่ราบลุ่มด้านล่างเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งอาศัยการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเข้าด้วยกันคำถามสำคัญมีว่า...องค์ประกอบหลักของระบบเตือนภัย ระบบสากลเขาทำกันอย่างไร? เริ่มจาก...การตรวจวัดและเฝ้าระวัง ติดตั้งสถานีวัดน้ำฝนบนภูเขา เพื่อตรวจจับปริมาณน้ำฝนสะสม หากฝนตกหนักเกินเกณฑ์เสี่ยง เช่น เกิน 100 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ระบบจะเริ่มเฝ้าระวังเป็นพิเศษและส่งสัญญาณติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำและอัตราการไหล โดยติดตั้งบริเวณต้นน้ำหรือลำห้วยบนภูเขา เพื่อดูว่าระดับน้ำยกระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติหรือไม่, ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนตัวของดิน จะตรวจวัดความอิ่มตัวของน้ำในดินบนลาดเขา เพื่อคาดการณ์โอกาสเกิดดินโคลนถล่มที่อาจมาพร้อมกับน้ำป่าถัดมา...การวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเสี่ยง ข้อมูลจากเซ็นเซอร์บนเขาจะถูกส่งผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมโทรมาตรหรือเครือข่ายมือถือเข้าสู่ศูนย์ส่วนกลาง คอมพิวเตอร์จะคำนวณระยะทาง ความเร็วของกระแสน้ำ และเวลาที่น้ำจะหลากลงมาถึงชุมชนด้านล่างนำไปสู่...การกระจายข่าวสารและการแจ้งเตือน ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติโดยจะส่งข้อความสั้น (SMS) หรือระบบเตือนภัยฉุกเฉิน (Broadcast) เข้ามือถือของคนในพื้นที่ทันทีสัญญาณเตือนภัยในชุมชน หอเตือนภัยจะส่งเสียงไซเรน รวมถึงการใช้เสียงตามสายของหมู่บ้านเพื่อประกาศให้ชาวบ้านทราบระดับความรุนแรง เช่น ไฟสีเขียว...เฝ้าระวัง, สีเหลือง... เตรียมพร้อม, สีแดง...อพยพ ทั้งนี้ทั้งนั้น...การตอบสนองของชุมชน ชุมชนต้องมีแผนการอพยพที่ชัดเจน รู้เส้นทางหนีน้ำ และต้องรู้ว่า...จุดรวมพลที่ปลอดภัยอยู่ที่ไหนพูดให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ ก็คือ...ให้จินตนาการว่าภูเขาสูงคือ “หลังคาบ้าน” และชุมชนคือ “คนที่ยืนอยู่ข้างล่าง” สถานการณ์...ถ้าฝนตกหนักมากบนหลังคา น้ำจะไหลลงรางน้ำลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วระบบเตือนภัยเปรียบเสมือน “ตา” ที่คอยมองอยู่บนหลังคา พอเห็นน้ำเริ่มล้นรางปุ๊บก็จะตะโกนบอก คนที่อยู่ข้างล่างให้หลบได้ทัน ก่อนที่จะโดนน้ำสาดใส่ตัวนั่นเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม