วิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ คือ ระเบิดเวลาของไทย ในวาระที่องค์กรอิสระก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีถอดบทเรียน โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตตุลาการ อดีตองค์กรอิสระ และนักกฎหมายมหาชน ร่วมสะท้อนทัศนะไปในทิศทางเดียวกันยุคแรกสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นถดถอย สอดรับพระปกเกล้าโพลชี้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รั้งอันดับสุดท้าย ขาดความเป็นอิสระ เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำมากที่สุด ส่วนเจตนารมณ์ในการจัดตั้งองค์กรอิสระคือ การได้ “กรรมการที่ปราศจากส่วนได้เสีย” เพื่อยับยั้งเผด็จการรัฐสภาวงจรปัญหาเริ่มจากรัฐธรรมนูญ (รธน.) 2540 กำเนิดองค์กรอิสระ แต่การเมืองเข้าแทรกแซง รธน.2550 ใช้ สว.ลูกผสม ป้องกันถูกการเมืองแทรกแซง ครั้นถึง รธน.2560 แม้คงองค์กรอิสระไว้ แต่คณะรัฐประหารวางระบบเลือก สว. จนเกิดการคุมกลไก สว. ส่งคนไปคุมองค์กรอิสระ ส่งผลให้เกิดภาวะผู้ตรวจสอบถูกยึดโดยผู้ถูกตรวจสอบจนสภาพสังคมตึงเครียด แต่ยังพอมีทางออก ด้วยการแก้ไข รธน. ทั้งที่มาองค์กรอิสระ ที่มาของ สว. รวมถึงรื้อกลไกฝ่ายนิติบัญญัติที่บิดเบี้ยว เช่น ประธานรัฐสภาควรปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ ไม่ขัดขวางการตรวจสอบองค์กรอิสระ สอดรับข้อเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่เห็นเป็นโอกาสทองผ่าทางตันบ้านเมืองรวมถึงข้อเสนอที่มาของกรรมการองค์กรอิสระที่โปร่งใส พร้อมทั้งลดอำนาจ กกต. ไม่ให้จัดการเลือกตั้ง โดยเปลี่ยนให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมแทน และวางระบบถอดถอนตำแหน่ง เช่น ถอดถอนนายกฯ ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯ แนะให้ใช้ลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศนับเป็นอีกทางรอดของประเทศ ที่จะดึงองค์กรอิสระให้กลับเข้าสู่ครรลองของประชาธิปไตย ปลดล็อกจากการถูกยึดครองโดยกลุ่มอำนาจการเมือง เพื่อให้องค์กรอิสระทำหน้าที่เป็นหลักประกันความยุติธรรม ไม่ใช่ไปทำตามแนวคิดของคนบางส่วนที่ต้องการโละทิ้งองค์กรอิสระ แล้วกลับไปสู่ระบบที่ปราศจากการตรวจสอบถึงเวลาที่รัฐบาลอนุทิน ต้องรับฟังเสียงประชาชน พลิกวิกฤติศรัทธาที่ดำดิ่งให้เป็นโอกาสทอง เร่งทำตามคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เรื่องการยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล โดยแก้ไข รธน.2560 เดินหน้าสืบทอดเจตนารมณ์ 21.6 ล้านเสียงประชามติ เพื่อกำเนิด รธน.ฉบับประชาชน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม