20 ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยเอกชนในไทยแห่งหนึ่งเปิดสอน วิชาที่ไม่มีสอนโดยสถาบันอื่น ผู้สอนในขณะนั้นมีประสบการณ์ตรง แข็งแรงทั้งทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติ มีผู้มาลงทะเบียนจนล้น แม้จะเปิดอีกหลายเซ็กชันก็ยังมีคนมาลงทะเบียนเต็มทุกเซ็กชัน ต่อมาอาจารย์ติดภารกิจ มีข้อจำกัดทางกฎหมายไม่สามารถทำงานทีละ 2 แห่งได้ ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครมาลงทะเบียนเรียนวิชานั้นอีกเลย บั้นปลายท้ายที่สุด ต้องปิดวิชานี้ไปอย่างน่าเสียดายตัวอย่างด้านบนเป็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในเรื่องของครูบาอาจารย์ สมัยก่อนคนรู้ว่าอาจารย์คนไหนเก่งจากปาก ต่อปาก สมัยปัจจุบันเป็นเรื่องโซเชียลมีเดียพอเขียนถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงการศึกษาของสหรัฐฯที่คณาจารย์ชั้นนำของโลกย้ายออกไปสอนที่อื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์ที่มีเชื้อสายจีนอย่าง ศ.เฉินหนิง หยาง นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ย้ายจากสหรัฐฯไปทำงานที่ ม.ชิงหัว ศ.แอนดรูว์ เหยา นักวิทยาการคอมพิวเตอร์เจ้าของรางวัลทัวริง ค.ศ.2000 (เหมือนรางวัลโนเบลด้านคอมพิวเตอร์) ลาออกจากพรินซ์ตันไปเป็น ศ.ประจำ ม.ชิงหัว และเป็นผู้วางรากฐานด้านคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ การเข้ารหัสและควอนตัมของจีนศาสตราจารย์รางวัลดังๆอีกมากมายหลายสิบท่านที่ส่วนใหญ่ย้ายไปจีนเพราะสหรัฐฯมีปัญหาด้านงบประมาณวิจัยลดลง ประเทศอื่นเสนอห้องทดลองที่ดีกว่า ยิ่งมีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับจีน รัฐบาลทรัมป์กดดันนักวิชาการเชื้อสายจีนจนรู้สึกถูกเลือกปฏิบัติและไม่ได้รับการต้อนรับที่ดี29 สิงหาคม 2026 รัฐบาลแคนาดาประกาศทุ่มทุนสำหรับนักวิจัยกลุ่มแรก 504 ล้านดอลลาร์แคนาดา (1.2 หมื่นล้านบาท) จ้างนักวิชาการชั้นนำ 64 คนเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยในแคนาดา ในจำนวนนี้ 48 คน ย้ายมาจาก ม.ดังของสหรัฐฯอย่างฮาร์วาร์ด คอร์แนล เอ็มไอที ฯลฯขณะที่ทรัมป์มองไม่เห็นหัวนักวิชาการเหล่านี้ แคนาดากลับมองท่านเหล่านี้เป็นทรัพยากรมนุษย์ชั้นยอดเยี่ยม ให้เกียรติในฐานะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่จะสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงให้แก่แคนาดาในระยะยาวโดยทั่วไปนักวิชาการของแท้ไม่ต้องการเงินเดือนสูง แต่ต้องการได้รับการยอมรับและมีความต่อเนื่องของงบประมาณ เสรีภาพในการตั้งคำถาม และบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้มีการค้นหาความจริงโดยไม่ถูกแทรกแซงจากทางการเมืองสหรัฐฯ แคนาดา และจีน ต่างกันตรงนี้ละครับ สหรัฐฯลดการสนับสนุนงานวิจัย หันหลังให้กับเสรีภาพทางวิชาการ ทรัมป์เอ่ยปากโจมตีมหาวิทยาลัยต่อเนื่อง ส่วนแคนาดาและจีนให้เกียรติและให้เสรีภาพทางวิชาการสูงกว่าจะเป็นนักวิชาการชั้นนำของโลก ท่านเหล่านี้ใช้เวลามากมายหลายสิบปีในการสะสมความรู้ ประสบการณ์ เครือข่ายวิชาชีพ และความสามารถในการสร้างนักวิจัยรุ่นต่อไป นักวิชาการชั้นยอดดึงดูดนักศึกษาจากทั่วโลกและทำให้เกิดสิทธิบัตร บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ช่วยให้มหาวิทยาลัยของประเทศเจ้าบ้านมีชื่อเสียงสูงขึ้นผู้อ่านท่านที่เคารพ เดี๋ยวนี้มีประโยคหรือวลีเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เยอะ เช่น Talent has feet. มันสมองมีเท้า คนเก่งสามารถจะย้ายไปอยู่ในประเทศหรือองค์กรที่ให้โอกาสดีกว่าได้ บางแห่งใช้คำพูดว่า Brains have feet. ซึ่งมีความหมายเดียวกัน หรือ Talent goes where it is valued คนเก่งย่อมไปอยู่ในสถานที่ที่เห็นคุณค่าของเขาองค์กรหลายแห่งที่เคยรุ่งเรือง เมื่อคนเก่งย้ายออกไป องค์กรไม่ได้สูญเสียแต่เพียงพนักงาน 1 คน แต่สูญเสียทั้งความรู้ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเครือข่ายที่บุคคลนั้นสั่งสมมายาวนานเมื่อไม่มีคนเก่ง งานบางอย่างจะช้าลง คุณภาพลดลง และคนที่เหลือต้องรับภาระมากขึ้น หากคนเก่งทยอยออกไปอย่างต่อเนื่อง องค์กรจะค่อยๆสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะมันสมองมีเท้า และคนเก่งย่อมเดินไปยังสถานที่ที่เห็นคุณค่าของเขาเจ้าของหรือผู้บริหารองค์กรมักจะดูหมิ่นถิ่นแคลนมนุษย์ทำงานด้วยการย้ำคำพูดที่ว่า โลกปัจจุบันมีเอไอมาแทนที่แล้ว คนไม่จำเป็นแล้ว ความคิดนี้เป็นอันตรายมากครับ งานบางอย่างใช้เอไอได้ แต่เอไอยังแทนคนทั้งหมดไม่ได้เอไอไม่มีประสบการณ์ชีวิต ไม่มีความผูกพันกับองค์กร ไม่มีความรับผิดชอบทางศีลธรรม ผู้บริหารที่หลงคิดว่ามีเอไอแล้วไม่จำเป็นต้องรักษาคนเก่ง ในที่สุดองค์กรนั้นจะค่อยๆล่มสลาย ทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม