หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล เวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (evidence based medicine) ก็จะยังคงเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่ส่งผลเสียต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อไปการสูญเสียจริยธรรมใน หลักฐานทางคลินิกเชิงประจักษ์ ซึ่งถูกครอบงำโดย ผลประโยชน์ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ จนทำลายความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยระบุว่าความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เปลี่ยนเหล่านักวิชาการให้กลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขายมากกว่าผู้แสวงหาความจริง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของ หน่วยงานกำกับดูแล ที่ขาดความเป็นอิสระและปล่อยให้มีการบิดเบือนข้อมูลการทดลองทางคลินิกเพื่อผลกำไรทางการค้า ควรมี การปฏิรูประบบครั้งใหญ่ โดยเน้นความโปร่งใสของข้อมูลและการแยกเงินทุนสนับสนุนออกจากกระบวนการวิจัยและตรวจสอบยา เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและ ปกป้องความปลอดภัยของผู้ป่วย ให้กลับคืนมาอีกครั้ง การแก้ไขปัญหานี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อไม่ให้หลักฐานทางการแพทย์กลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มทุนสถาบันอันทรงอิทธิพลแนวคิด “มายาของเวชศาสตร์เชิงประจักษ์” (The illusion of evidence based medicine) หมายถึง สภาวะที่เวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (EBM) ซึ่งเดิมตั้งเป้าจะเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งสำหรับการแพทย์ กลับถูกบิดเบือนโดยผลประโยชน์ขององค์กร การกำกับดูแลที่ล้มเหลว และการทำให้สถาบันวิชาการกลายเป็นเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าที่มาและสาเหตุสำคัญของแนวคิดนี้ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้ :การครอบงำโดยอุตสาหกรรมยา : ข้อมูลจากการ ทดลองทางคลินิกส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทผู้ผลิตยา ซึ่งมักมีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ยาของตนดูดีกว่าความเป็นจริง บริษัทเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ ผลกำไรของผู้ถือหุ้นและการประชาสัมพันธ์ มากกว่าความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ โดยมักจะปิดบังผลการทดลองที่เป็นลบหรือไม่รายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยการเสื่อมถอยของความเป็นอิสระทางวิชาการ : มหาวิทยาลัยประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณจากรัฐบาล จึงหันไปรับทุนจากบริษัทเอกชน ส่งผลให้แผนกวิชาการกลายเป็นเครื่องมือของอุตสาหกรรมยา ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ถูกควบคุมผ่านการจ้างเขียนบทความวิจัย (ghost writing) และการใช้ “ผู้นำทางความคิด” (Key Opinion Leaders—KOLs) ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ แทนที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางความล้มเหลวของหน่วยงานกำกับดูแล : หน่วยงานที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบกลับได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทที่ตนเองต้องกำกับดูแล หน่วยงานเหล่านี้มักอนุมัติยาโดยพิจารณาจากข้อมูลที่บริษัทจัดเตรียมมาให้ โดยที่ไม่ได้เห็นข้อมูลดิบ (raw data) ทั้งหมด ทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาไม่โปร่งใสเท่าที่ควรการปิดกั้นข้อมูลและการวิพากษ์ วิจารณ์ : ในขณะที่ผู้ที่ร่วมมือกับอุตสาหกรรมยาได้รับโอกาสในวิชาชีพ แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือพยายามตรวจสอบความจริงกลับต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธจากวารสารวิชาการ การข่มขู่ทางกฎหมาย หรือแม้แต่การทำลายส้นทางอาชีพ.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม