“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ตั้งเป้าตลาดหุ้นไทยจะพุ่งขึ้นไประดับ 2,000 จุดได้แน่ ปัจจุบัน 1,600 กว่าจุด หากการเมืองสงบรัฐบาลมีเสถียรภาพ นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นก็จะเข้ามาลงทุน“ขุนพลเศรษฐกิจ” ของไทยตั้งเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นไปด้วยดี เริ่มจากเงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่ส่วนหนึ่งนำไปเยียวยาจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางอีกส่วนหนึ่งจะเอาไปดำเนินการเปลี่ยนผ่านพลังงานล่าสุดสภาได้ผ่านร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าวด้วยการมอบอำนาจให้กระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 285 ต่อ 141 เสียง“เอกนิติ” ชี้แจงในสภาว่าเงินกู้ดังกล่าวจะทำให้สามารถรองรับผลจากวิกฤติและทำให้พลังงานมีราคาถูกลงทำให้ “ต้นทุน” การผลิตถูกลงจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้นทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศโดยรัฐบาลยืนยันว่าจะนำเงินทุกบาททุกสตางค์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่เอื้อประโยชน์ใคร พร้อมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบได้“เงินกู้” นี้มีความสำคัญต่อรัฐบาลอย่างยิ่งเพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้นต้องมีเม็ดเงินในการดำเนินการ แต่ถ้าจัดการเสร็จแล้วก็จะเกิดประโยชน์ตามมาคือสามารถลดต้นทุนการผลิตได้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้นเหล่านี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นอย่างแน่นอนแน่นอนว่า “เอกนิติ” คือพระเอกของงานนี้ เนื่องจากมีความรู้ความสามารถซื่อสัตย์สุจริต แล้วยังมีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดีเขาคือบุคคลที่ค้ำจุนรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง!นอกจากตัวตนของเขาเองแล้วยังมีความรู้ความสามารถที่วางแนวทางในการแก้ไขปัญหาและทิศทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมลำพังนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองคนอื่นๆสู้เขาไม่ได้หรอกที่สำคัญไม่สร้างปัญหาและเป็นเงื่อนไขตรงกันข้ามกลับทำให้รัฐบาลได้รับความเชื่อมั่นด้วยแน่นอนว่าแม้ “เอกนิติ” จะเก่งกาจแค่ไหนแต่ถ้ารัฐบาลมีแต่ปัญหาการเมืองและผลประโยชน์ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดนี่เป็นเรื่องที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะต้องตระหนักอย่างยิ่งอย่างปัจจุบันที่เกิดปัญหาไปรอบทิศก็ต้องจัดการแก้ไขให้เรียบร้อย เพราะขืนปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ไปไม่รอดแน่นี่แหละคือสิ่งที่คนดีคนเก่ง ซึ่งเป็น “คนนอก” จึงไม่อยากเข้ามาร่วมวงด้วย“อนุทิน” นั้นมีทั้งโชคดีและโชคร้ายจึงทำให้สั่นไหวอยู่ตลอดเวลา!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม