“อนุทิน” ยัน รบ.เอาจริงโกงสอบท้องถิ่น กมธ.ป.ป.ช.กัดไม่ปล่อยโกงสอบ แฉนายหน้าฟันหัวคิวหลักแสนต่อหัว ใช้วิธีแบ่งเป็น “ซี” “นิรัตน์” ชี้เพิกถอน 5,925 จบแน่ 31 ส.ค. “บิ๊กเต่า” นำตำรวจ ปปป.บุกรวบ “นายกเฮง” คนดังศรีสะเกษ คาคอนโดย่านบางโพ หลังร่วมกับสาวเจ้าหน้าที่ธุรการกองช่าง เทศบาลในพื้นที่ อ.น้ำเกลี้ยง เรียกรับเงินผู้เสียหาย 6.5 แสนบาท อ้างมีโควตาช่วยให้สอบผ่านเป็นข้าราชการท้องถิ่น สุดท้ายไม่มีชื่อ พอทวงถามเงินคืนกลับบ่ายเบี่ยงเลยต้องแจ้งจับ แฉเหยื่ออีกรายเพิ่งแจ้งความ 18 ส.ค.ถูกต้มไป 2.3 ล้านบาท หลังหลอกจะช่วยลูกหลาน 5 คนเข้าทำงานท้องถิ่นได้ ด้านเจ้าตัวสารภาพถูกตามทวงเงินและข่มขู่เอาชีวิตจนอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ต้องหนีมาอยู่ กทม.จับ “นายกเฮงศรีสะเกษ” พร้อมสาวกองช่างเรียก 6.5 แสนอ้างช่วยเป็น ขรก.ท้องถิ่นได้ เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 27 ส.ค. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. มอบหมาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ รุ่งเรือง ผกก.3 บก.ปปป. นำกำลังจับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือนายกเฮง หรือผู้ใหญ่เฮง อายุ 62 ปี ได้ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านบางโพ ถนนประชาราษฎร์ สาย 1 แขวงและเขตบางซื่อ กทม. ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ 56/2569 ลงวันที่ 25ส.ค.2569 ข้อหาผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา175นอกจากนี้ยังจับกุมนางนวพร ปรือปรัง อายุ 35 ปี เจ้าพนักงานธุรการกองช่าง เทศบาลตำบลละเอาะ อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ 57/2569 ลงวันที่ 25 ส.ค.2569 ข้อหาเดียวกัน จับได้ที่หน้าที่ว่าการอำเภอน้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลังร่วมกับนายกเฮงเรียกรับเงินจากผู้เสียหายที่ต้องการสอบเป็นข้าราชการท้องถิ่นการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นหญิงทำงานเป็นพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว จ.ศรีสะเกษ ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนางนวพร พนักงานธุรการกองช่าง เทศบาล ต.ละเอาะ อ.น้ำเกลี้ยง ชักชวนให้สมัครสอบแข่งขันบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อ้างว่านายประวิทย์ หรือ “นายกเฮง” อดีตนายก อบต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งเป็นอดีตที่ปรึกษา รมต.คมนาคม ที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย มีโควตาช่วยเหลือให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้หลายตำแหน่งต่อมานางนวพรได้พาผู้เสียหายไปที่บ้านนายกเฮง แจ้งความประสงค์จองตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 โดยนายประวิทย์และนางนวพรกล่าวรับรองว่าจะนำเงินไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อจ่ายเงินให้ก่อน 1 แสนบาท เพื่อจองตำแหน่งหากมีรายชื่อเป็นผู้สอบผ่านจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบจำนวน 650,000 บาทจากนั้นนางนวพรเดินทางไปบ้านพ่อแม่ผู้เสียหาย ชักชวนให้สมัครสอบบรรจุครู สพฐ. แต่ต้องจ่ายเงินอีกอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ พ่อผู้เสียหายหลงเชื่อนำที่ดินไปจำนอง 270,000 บาท ก่อนฝากเงินเข้าบัญชีของนางนวพร แต่หลังการสอบ ผู้เสียหายไม่ผ่านการคัดเลือกอีกได้ติดตามทวงถามเงินคืนเป็นระยะต่อมากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดรับสมัครสอบ นางนวพรติดต่อให้ผู้เสียหายสมัครสอบอีกครั้งในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 และให้ชำระเงินแก่นายกเฮงเพิ่มอีก 280,000 บาทอีก โดยนายประวิทย์และนางนวพร อ้างจะนำเงินไปมอบให้คณะกรรมการจัดสอบ เมื่อชำระเงินครบถ้วนแล้วจะมีรายชื่ออยู่ในลำดับต้นแน่นอน แต่เมื่อประกาศผลสอบปรากฏว่า ผู้เสียหายยังไม่มีรายชื่อผ่านการคัดเลือกอีก เมื่อทวงถามเงินคืนกลับถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ตัดสินใจเข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. ให้ดำเนินคดีกับนายประวิทย์ และนางนวพร จนพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ กระทั่งชุดจับกุมสืบทราบว่านายประวิทย์หลบหนีมาอยู่ที่คอนโดฯดังกล่าว จึงนำกำลังจับกุมเอาไว้ได้สอบสวนนายประวิทย์ให้การรับสารภาพ พร้อมบอกว่าตอนนี้ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษได้ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้เสียหายตามทวงเงิน รวมทั้งยังโดนขู่จะเอาชีวิต จึงหลบหนีมาอยู่ใน กทม.รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากผู้เสียหายรายนี้ที่มาแจ้งความดำเนินคดีกับนายกเฮงแล้ว เมื่อวันที่ 18 ส.ค.69 ยังมีผู้เสียหายอีกราย แจ้งความกับสภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ให้ดำเนินคดีกับนายกเฮง หลังถูกหลอกอ้างว่า สามารถช่วยเหลือให้สอบผ่าน เข้าทำงานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจ่ายเงิน 2.3 ล้านบาท ให้ช่วยลูกหลาน 5 คน สอบเข้าทำงานได้ แต่เมื่อประกาศผลสอบกลับไม่มีชื่อทั้ง 5 คน หลังจากนั้นได้พยายามติดต่อขอเงินคืน กลับถูกบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง เชื่อว่าถูกหลอกลวงจนต้องมาแจ้งความดำเนินคดีไว้วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย หลังเรียกรับเงินอ้างช่วยสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น รวม 650,000 บาทว่า เป็นไปตามกฎหมาย แบบนี้ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์หรือว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้อีกด้านหนึ่งเมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) มีนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ประธาน กมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น โดยเชิญตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการร่างทีโออาร์และผู้นำส่วนท้องถิ่นเข้าให้ข้อมูล นายอาสพลธ์แถลงว่า กมธ.เชิญนายพิบูล ฝ่ายดี อดีตนายกเทศมนตรีตำบลตาดทอง จ.ยโสธร มาให้ข้อเท็จจริง หลังไปแจ้งความที่ จ.ศรีสะเกษ ว่าได้จ่ายเงินให้นายหน้า2 ล้านบาท เพื่อบรรจุ 5 คนเข้ารับราชการ แต่เมื่อประกาศผลสอบไม่มีใครได้รับราชการเลยนายอาสพลธ์กล่าวว่า คณะกรรมการร่างทีโออาร์ให้ข้อมูลว่า ไม่ว่าการร่างทีโออาร์จะมีมาตรการดีอย่างไร คนที่ตั้งใจทุจริตที่ประกอบด้วยผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง กสถ.สามารถใช้ช่องว่างทุจริตได้ การทุจริตไม่ได้เกิดเฉพาะปี 2568 มีมาตั้งแต่ปี 2564 ที่พบกระดาษคำตอบและกระดาษคำถามไม่ตรงกันเรียกว่ารุ่นกบกระโดด อยากให้ กมธ.เชิญนิติกรที่ทำคดีนั้นคือ ผอ.น. มาให้ข้อมูลขยายผล ฝากไปถึง ปปง. ป.ป.ช. หากจะทำคดีย้อนหลังควรตรวจสอบตั้งแต่อธิบดีและรองอธิบดี สถ. แม้กระทั่ง ผอ.กลุ่มงานจัดสอบแข่งขัน ธุรกรรมทางการเงิน หากสอบย้อนหลังไปถึงปี 2560 เชื่อว่าพบแน่นอน สำหรับวิธีการเรียกรับเงินแบ่งเป็นซีคือ ซี 2 จ่าย 5 แสนบาท นายหน้าได้ส่วนต่าง 1 แสนบาทต่อราย ซี 3 จ่าย 6 แสนบาท แต่นายหน้าเรียก 8 แสนบาท กำไร 2 แสนบาทต่อราย โดยจ่ายผ่านนายหน้าอีกคนที่เป็นเครือข่ายกันก่อนสอบ กมธ.จะติดตามไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนทุจริตทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเพิกถอนรายชื่อบุคคล 5,925 คนที่ทุจริตการสอบท้องถิ่นว่า การประชุมคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) แต่ละจังหวัด เกือบครบ 76 จังหวัดแล้ว เข้าสู่กระบวนการให้ อบจ. อบต.และเทศบาล ออกคำสั่งเพิกถอน เท่าที่ติดตามทุกจังหวัดยังไม่พบว่ามีปัญหา ขณะนี้ผู้ที่ถูกเพิกถอนยังไม่มีใครฟ้องกลับ เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวเรื่องการเล็งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับการปรับบัญชีในส่วนของลำดับต้นๆ เลือกพื้นที่ได้ นายนิรัตน์กล่าวว่า การประชุม ก.กลางครั้งก่อน เราจะไม่ให้กระทบผู้ที่บรรจุไปแล้วอย่างถูกต้อง ส่วนพื้นที่ที่ว่างอยู่อาจถูกใจหรือไม่ถูกใจ ทางนิติกร ก.กลาง จะบรรจุไปตามที่ว่าง ขณะนี้การเพิกถอนถือได้ว่าเกือบทุกจังหวัดแล้ว ยืนยันวันที่ 31 ส.ค. จบแน่นอน และต้องจบ ต่อมาเวลา 18.30 น. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เผยถึงการจับกุมว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหากลุ่ม จ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม ไปแล้ว ขณะที่ ป.ป.ช. แต่งตั้ง บก.ป.และ บก.ปปป. เป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวนในคดีดังกล่าว สำหรับพฤติการณ์นายประวิทย์ ทำหน้าที่เป็นนายหน้ารับคนเข้าสอบ มีนางนวพรเป็นผู้ใกล้ชิดและลูกน้อง ติดต่อชักชวนผู้ต้องการเข้าสอบ รวมถึงรวบรวมเงิน มีผู้เสียหายในสายดังกล่าวเฉพาะรอบปีงบประมาณ 2568 แต่เรียกรับเงินในปี 2567 มากกว่า 100 คน จากข้อมูลการสืบสวนพบว่ามีผู้เข้าสอบประมาณ 57 คน มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบได้ และได้รับบรรจุในปี 2569 อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขข้อสอบ ขณะที่ผู้ที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่มีชื่อสอบได้ มี 40 กว่าคน แต่ละรายจ่ายเงินประมาณ 650,000 บาท ส่วนใหญ่ได้ไปแจ้งความในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาฉ้อโกง ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่เข้าร้องทุกข์กับ บก.ปปป. ในคดีนี้ขณะนี้มี 1 รายพล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่า กลุ่มผู้สอบได้ประมาณ 57 คน น่าจะจ่ายเงินในลักษณะดังกล่าวครบแล้ว ส่วนกลุ่มที่สอบไม่ได้ประมาณ 40 กว่าคน ได้ทวงถามเงินคืน แต่นายประวิทย์มีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงหลบหนีออกจากพื้นที่ ส่วนข้อกล่าวอ้างที่นายประวิทย์บอกว่าสามารถแก้ไขคำตอบหรือทำคะแนนสอบได้นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า นายประวิทย์ให้ความร่วมมือบางส่วน ตำรวจยังต้องสืบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เมื่อถามว่าผู้สอบได้ 57 คน จะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติตอบว่า ต้องเรียกมาสอบสวนเป็นรายบุคคลก่อน เพื่อพิจารณาว่าการจ่ายเงินและการสอบได้เกิดจากเจตนาทุจริตหรือไม่ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งหมดจ่ายเงินเพื่อให้สอบได้ เพราะบางคนอาจสอบได้ด้วยความสามารถของตนเอง ขณะที่บางรายอาจมีการแก้ไขข้อสอบพล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่ออีกว่า ในกลุ่มดังกล่าว นางนวพรมีบทบาทรวบรวมเงิน ขณะที่นายประวิทย์มีข้อมูลว่าสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการสอบได้ ถูกดำเนินคดีในลักษณะร่วมกัน ตำรวจพบข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับเส้นทางเงินและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม สำหรับความเชื่อมโยงกับกลุ่ม จ.ส.ต.พิชิต พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุว่า “มีหลักฐานชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกัน” แต่ยังไม่ขอเปิดเผยเชื่อมโยงในด้านใด พร้อมย้ำว่าไม่ควรนำทั้งสองคดีมาเปรียบเทียบกันโดยตรง เพียงแต่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปแล้วกับกลุ่มที่ถูกจับกุมครั้งนี้ ยืนยันว่า ตำรวจมองพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเข้าข่ายทุจริตในลักษณะเป็นตัวกลางเรียกรับเงิน และนำเงินไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ว่า สำหรับ 57 คนที่อยู่ในสายของนายประวิทย์นั้น ทั้งหมดได้แก้คะแนนสอบ และยังเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่ในกลุ่มกว่า 5,900 คน ที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการโกงสอบท้องถิ่นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่