อุตสาหกรรมมีเดียทั่วโลกกำลังถูกดิสรัป เมื่อเกิดปรากฏการณ์ย้ายมูลค่าครั้งใหญ่จากมีเดียแบบดั้งเดิมไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มและคอมเมิร์ซมีเดีย โดนโจมตีหนักสุดคือ “ทีวีแบบดั้งเดิม” ที่มีแนวโน้มจะถูกกัดกร่อนแย่งรายได้อย่างต่อเนื่องเม็ดเงินไม่ได้หายไปจากอุตสาหกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์และมีเดีย แต่เงินกำลังย้ายบ้านจาก “ทีวีแบบดั้งเดิม” ที่ถูกกำหนดด้วยช่อง, สถานี, ผังรายการ และเครื่องรับโทรทัศน์ ไปสู่ระบบ “OTT” (Over–the–Top) ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจและการจัดจำหน่ายคอนเทนต์ผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องผ่านระบบโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ตัวอย่างของ “OTT” ที่เราคุ้นเคยก็เช่น Netflix ซึ่งมีเทคโนโลยี “Streaming” ทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปถึงผู้ชม“OTT” คือหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้อำนาจการควบคุมผู้ชมย้ายจาก “สถานีโทรทัศน์แบบดั้งเดิม” ไปอยู่กับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เดิมสถานีโทรทัศน์เป็นคนกำหนดผังรายการให้ผู้ชมดู แต่ “OTT” ดิสรัปวงจรนี้ โดยให้ผู้ชมเป็นศูนย์กลาง และสามารถเลือกสิ่งที่อยากดูได้ทุกที่ทุกเวลาในทุกช่องทาง มันไม่ใช่ “ทีวีออนไลน์” แต่เป็นแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของอุตสาหกรรมมีเดียทั้งหมดบริษัทวิจัยตลาดและวัดผลข้อมูลระดับโลกอย่าง “Nielsen” พบว่า ในสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคม 2025 การสตรีมมิง กินสัดส่วนถึง 47.5% ของเวลาที่ผู้ชมรับชมโทรทัศน์ทั้งหมด ขณะที่เดือนพฤษภาคม 2025 สตรีมมิงแซงหน้า broadcast+cable รวมกันเป็นครั้งแรก“Deloitte” พบว่า คนรุ่นใหม่กำลังแบ่งเวลาระหว่าง streaming, social video, gaming และสื่อในรูปแบบอื่นๆมากขึ้น ไม่ได้มองว่า “ทีวีแบบดั้งเดิม” เป็นศูนย์กลางความบันเทิงอีกต่อไป ขณะที่ PwC ระบุว่า รายได้ของ “โทรทัศน์แบบดั้งเดิม” ทั่วโลก จะลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 341.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2030 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีติดลบ 1.1% ตรงข้ามกับรายได้จากโฆษณา “OTT advertising” ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปี 9.4% จนถึงปี 2030ทีวีจะตายไหม?! เมื่อคนทั้งโลกไม่ได้เลิกดูทีวี แต่กำลังเลิกดูทีวีแบบดั้งเดิม คุณเปิดโทรทัศน์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? ยังมีอีกไหมคนในครอบครัวนั่งรวมกันหน้าทีวีรอชมละครหลังข่าว หรือรีบกลับบ้านเพื่อดูฟุตบอลนัดสำคัญ มันเปลี่ยนไปหมดแล้วจากที่โลกเคยหมุนรอบผังรายการทีวี แต่วันนี้โลกหมุนรอบผู้ชม!! อยากดูเมื่อไหร่ก็ดู อยากหยุดก็หยุด จะดูที่ไหนก็ได้ ทั้งบนโทรศัพท์, แท็บเล็ต, ทีวี, TikTok หรือ Youtubeโทรทัศน์จะมีความหมายอะไรในวันที่ผู้ชมไม่จำเป็นต้องเปิดช่องทีวีอีกต่อไป นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั่วโลก จุดเปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่ Netflix แต่อยู่ที่เวลาการปฏิวัติครั้งใหญ่ของวงการโทรทัศน์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Netflix ที่ดูดเงินค่าสมาชิกจากผู้ชมทั้งโลกได้สำเร็จ แต่สิ่งที่กำลังถูกแย่งชิงคือ “เวลาของมนุษย์” ซึ่งมีเท่าเดิม“Deloitte” ชี้ว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีเวลาสำหรับสื่อและความบันเทิงเฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง และเวลานี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนแพลตฟอร์มใหม่ๆ แปลว่าเมื่อผู้ชมติด Netflix และ Youtube งอมแงม ย่อมไม่มีเวลาเปิดทีวี!! นี่คือสงครามแย่งชิงหนึ่งชั่วโมงของชีวิตมนุษย์ ทำยังไงให้ผู้ชมเลือกใช้เวลาของเขากับเรามีการนำเสนอทางรอดของคนทำทีวียุคใหม่อย่างน่าสนใจ เริ่มจากการสร้าง “IP” (Intellectual Property) ที่สามารถเดินทางไปได้ทุกแพลตฟอร์ม เปลี่ยนตัวเองจาก “ช่องทีวี” เป็น “Content Factory” ที่สามารถสร้างคอนเทนต์หนึ่งเรื่องแล้วนำไปขายได้หลายตลาด ไม่ว่าจะเป็นละคร, รายการ, เกมโชว์, สารคดี, ข่าว และกีฬา ขณะเดียวกันก็ต้องชูจุดแข็งของสถานีโทรทัศน์แบบดั้งเดิม นั่นคือความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะข่าว, Live รายการถ่ายทอดสด ที่ดึงดูดคนดูได้มากๆพร้อมกัน, Local เรื่องชุมชน การเมือง และวัฒนธรรม ยังไงสตรีมมิงก็ทำไม่ได้ดีเท่าคนท้องถิ่น และ Community ความรู้สึกร่วมว่าเรากำลังดูสิ่งนี้พร้อมทุกคนในสังคมมนุษย์มีเวลาจำกัด...เราจะทำอย่างไรให้ผู้ชมเลือกใช้เวลาของเขากับเรา? นี่คือโจทย์หินที่สุดของคนทำทีวียุคนี้.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม