กลไกการทำงานของ “สมองมนุษย์” เมื่อเผชิญกับ “ความไม่ซื่อสัตย์” หรือ “การโกง” ช่วยอธิบายว่าทำไมคนเราถึงโกงและทำไมคนโกงถึงยิ่งทำ ยิ่งรู้สึกผิดน้อยลงเรื่อยๆ เป็นการศึกษาลึกซึ้งในงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาพฤติกรรมพลิกแฟ้มข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “สมองของคนโกง” มีประเด็นสำคัญชวนติดตาม หนึ่ง...กลไก “สมองด้านชา” ยิ่งโกงยิ่งไม่รู้สึกผิด งานวิจัยระดับโลกโดยทีมวิจัย Tali Sharot จาก University College London ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ ใช้เครื่อง fMRI สแกนสมองเพื่อดูการทำงานขณะที่มนุษย์ตัดสินใจโกงพบกลไกที่น่าตกใจว่า...ครั้งแรกที่โกง สมองส่วน Amygdala ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลความกลัว ความตึงเครียด และความรู้สึกผิด จะทำงานอย่างหนักหน่วง ทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ หรือกระวนกระวายเมื่อทำผิดเมื่อโกงซ้ำๆ การทำงานของ Amygdala จะลดระดับความรุนแรงลงเรื่อยๆ สมองจะเริ่ม “ชิน” กับการโกง ทำให้ความรู้สึกผิด ความเครียด และความกลัวหายไป กลายเป็นการปรับตัวรับความผิดชอบชั่วดีให้ต่ำลงต่อเนื่องด้วย...วงจรรางวัล ในขณะที่ความรู้สึกผิดลดลง สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวกับการให้รางวัล กลับทำงานดีขึ้นเมื่อการโกงนั้นประสบความสำเร็จและได้ผลประโยชน์สมองจึงเรียนรู้ว่า “การโกงเท่ากับได้รางวัลและไม่เจ็บปวด” ส่งผลให้พฤติกรรมขยายตัว จากเรื่องเล็กๆลุกลามกลายเป็นการทุจริตครั้งใหญ่ที่ด้านชาและไร้สำนึกสอง...สมองของ “คนโกง” กับ “คนซื่อสัตย์” ใช้กลไกควบคุมต่างกัน งานวิจัยจาก Rotterdam School of Management และวารสาร Journal of Neuroscience ศึกษาพบความแตกต่างอย่างน่าสนใจของโครงสร้างการทำงานในสมองเวลาที่คนเราต้องเลือกระหว่าง “ความสัตย์ซื่อ” กับ “การโกง”กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมโกงเป็นทุนเดิม...สมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผล “รางวัล” จะตื่นตัวสูงมากเมื่อมีช่องทางให้โกง และในทางกลับกัน สมองต้องใช้พลังงานในการควบคุมตัวเองสูงมาก หากวันไหนพวกเขาอยากจะ “ทำตัวให้ซื่อสัตย์”...เรียกว่าฝืนสัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวของตัวเองกลุ่มคนซื่อสัตย์...สมองจะมีเครือข่ายการคิดถึงคุณค่าของตัวเองสูงมาก แต่หากวันใดที่คนกลุ่มนี้เลือกจะโกง สมองส่วนควบคุมการคิดวิเคราะห์จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อไป “กดทับ” ศีลธรรมในตัวสาม...ทฤษฎี “3 ครั้งเปลี่ยนเป็นนิสัย” จากมุมมองทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาพฤติกรรมระบุว่า การโกงในสถานการณ์ลักษณะเดิมติดต่อกันเพียงไม่กี่ครั้ง (มักสังเกตได้ตั้งแต่ 3 ครั้งแรก)สมองจะบันทึกเส้นทางลัดนี้ไว้เป็น “ความคุ้นเคย” หากรอดพ้นจากการถูกจับได้หรือลอยนวลได้ สมองจะสั่งการให้พฤติกรรมนั้นกลายเป็น “นิสัยถาวร” ที่ทำได้โดยไม่ต้องคิดหรือรู้สึกผิดอีกต่อไปซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไม? “ข้าราชการ” หรือ “นักการเมือง” ที่ทุจริตคอร์รัปชันเป็นประจำ จึงสามารถโกงกินบ้านเมืองได้อย่างหน้าตาเฉย โดยไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดีหลงเหลืออยู่เลยสรุปมุมมองเชิงจิตวิทยาและสังคม งานวิจัยข้างต้นทั้งหมดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องของ “กฎหมาย” หรือ “ศีลธรรมส่วนบุคคล” ในมิติผิวเผิน แต่คือ “ความผิดปกติที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบประสาทและการปรับตัวของสมอง”หากสังคมปล่อยให้มีการทุจริตเล็กๆน้อยๆผ่านไปโดยไม่มีการลงโทษอย่างเด็ดขาด เช่น การโกงสอบ การวิ่งเต้นใต้โต๊ะ สมองของคนในสังคมจะถูกหล่อหลอมให้ชาชิน จนการ “คอร์รัปชัน” กลายเป็น “บรรทัดฐานอันบิดเบี้ยว” ที่กัดกินประเทศชาติจากข้างในนั่นเองให้หวนนึกถึง “มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น” พุ่งเป้ามิติทางจิตวิทยาและสังคม วงจรอุบาทว์ที่สร้าง “โจรในเครื่องแบบ” แค่ไหนอย่างไร? ในมุมมองทางพฤติกรรมศาสตร์และประสาทวิทยา การที่ผู้สอบยอมจ่ายเงินซื้อตำแหน่งตั้งแต่ก้าวแรกของการทำงาน คือการ “เริ่มชีวิตราชการด้วยความผิดอาญา”เมื่อสมองถูกหล่อหลอมด้วยความจริงที่ว่า “ตำแหน่งซื้อได้ด้วยเงิน” พวกเขาจะมองตำแหน่งหน้าที่และอำนาจรัฐเป็น “การลงทุนทางธุรกิจ” ที่ต้องถอนทุนคืน เมื่อเข้าไปทำงานจึงมีแนวโน้มสูงที่จะใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ทุจริตคอร์รัปชันต่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อหาเงินมาคืนทุนหรือกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่กัดกินเสาหลักของประเทศชาติให้พังทลายลง ปรากฏการณ์ซื้อขายตำแหน่ง “มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาอาชญากรรมทางปกครองหรือการทุจริตเฉพาะหน้าแต่หากมองผ่านเลนส์ของ โครงสร้างทางสังคมประวัติศาสตร์ ควบคู่กับจิตวิทยาพฤติกรรม จะพบว่าสิ่งนี้คือ “ตัวเร่งปฏิกิริยา”... ที่แปลงสภาพ “ระบบราชการไทย” ให้กลายเป็นสนาม “ธุรกิจสีเทา”โมเดลการคืนทุนเหมือนกับการทำธุรกิจ ซึ่งอาจจะอาศัยการแปลง “อำนาจรัฐ” เป็น “สินค้า”ลายเซ็น? การอนุมัติโครงการ? การจัดซื้อจัดจ้าง? หรือการตรวจตราควบคุมกฎหมาย? จะไม่ถูกมองว่าเป็นหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนอีกต่อไป แต่คือ “ช่องทางสร้างรายได้” หรือไม่?สังคมไทยมีรากฐานวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์มายาวนาน ในอดีตการฝากฝัง วิ่งเต้นอาจอาศัย “เส้นสาย บุญคุณ ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ซึ่งยังมีกรอบเกณฑ์ทางสังคมคอยค้ำยันไม่ให้เลยเถิดมากนัก...ปัจจุบันระบบบุญคุณถูกแทนที่ด้วย “ระบบทุนนิยมสามานย์” ตำแหน่งถูกตีราคาเป็นตัวเงินอย่างชัดเจนกลายเป็นตลาดมืดที่ใครมี “เงินหนา” ก็มีสิทธิ “ซื้ออนาคต” ได้สิ่งนี้ทำให้ความกตัญญูต่อหน้าที่และความจงรักภักดีต่อแผ่นดินถูกทำลายย่อยยับ เพราะคนที่เข้ามาด้วยเงิน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณประชาชนผู้เสียภาษี แต่รู้สึกว่าเป็นหนี้ “เจ้ามือ” หรือ “นายทุน” ที่ตนต้องวิ่งเต้นหาเงินไปใช้คืน สู่วังวน...สมองที่ด้านชากับวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม