รวบชาวเวียดนาม 2 คน และคนไทย 2 คน รวม 4 คน เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นนิสิตสาวม.ดัง โทร.แจ้งขอตรวจสอบบัญชีเกี่ยวพันคดีฟอกเงิน เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไปกว่า 3.6 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสืบรู้เบาะแสเข้าค้น 3 จุดที่ จ.สมุทรปราการและจ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาสารภาพแบ่งหน้าที่ไปรับเงินและเปิดบัญชีม้าส่งต่อให้บอสใหญ่เป็นชาวจีนตำรวจรวบเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นนิสิตสาวรายนี้ เปิดเผยเมื่อช่วงสายเมื่อวันที่ 27 ส.ค. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยพล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร.ช่วยราชการ บช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกภณ คณะญาพงศ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.วชิรศักดิ์ คชน่วม รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.สุกิจ เพชรนิล รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.ไกรพล แสงดึก รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.หญิง อรวรรณ พลายทอง สว.กก.2 บก.สอท.2 นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลเปิดปฏิบัติการบุกค้นเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ 1 จุด และในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 2 จุด ทลายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนิสิตสาวสูญกว่า 3.6 ล้านบาทจุดแรกชุดสืบสวนนำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 508/2569 ค้นบ้านเลขที่ 2222/120 หมู่ 2 ภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 ต.เทพารักษ์ อ.เมืองสมุทรปราการ จับกุมนายกว๊อก นัม เหงียน อายุ 38 ปี สัญชาติเวียดนาม นายฮุย ตัน เหงียน อายุ 26 ปี ทั้งคู่เป็นชาวเวียดนาม และนายฐิติกาล ยิ้มฟุ้งเฟื่อง อายุ 25 ปี พร้อมตรวจยึดพาสปอร์ต 2 เล่ม และโทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง จุดที่ 2 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 524/2569 ค้นบ้านเลขที่ 138/203 หมู่ 3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จับกุม น.ส.ดลภัค พลขันธ์ อายุ 49 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร พร้อมตรวจยึดเงินสด 792,690 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 12 เล่ม และเอกสารการทำธุรกรรมทางธนาคารอีกจำนวนหนึ่ง และจุดที่ 3 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 525/2569 ค้นบ้านเลขที่ 111/32-33 หมู่ที่ 2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร ตรวจยึดของกลางได้อีกจำนวนหนึ่งพล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. กล่าวว่า เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เสียหายเป็นนิสิตหญิงมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากคนร้ายในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างตัวว่าเป็นพนักงานผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเครือข่าย AIS แจ้งผู้เสียหายว่ามีผู้นำหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ใช้กระทำผิด จากนั้นโอนสายให้พูดคุยกับคนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจ สภ.เมืองเลย แจ้งให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางไลน์ในการติดต่อออกอุบายว่าจับกุมผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน ให้การซัดทอดว่าผู้เสียหายขายบัญชีธนาคารให้บุคคลอื่นนำไปใช้ในการกระทำผิดและจะต้องถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวในความผิดตามที่คนร้ายข่มขู่ จากนั้นให้ผู้เสียหายแสดงบัญชีทรัพย์สินทางธนาคารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบหากไม่ได้กระทำผิดจะคืนยอดเงินทั้งหมด ผู้เสียหายหลงกลยอมโอนเงินจากหลายบัญชีรวมยอดกว่า 8.5 แสนบาทพล.ต.ต.ทินกรกล่าวอีกว่า หลังจากโอนเงินไปแล้วคนร้ายออกอุบายซ้ำอีกครั้งว่าให้ผู้เสียหายไปขอเงินจากพ่อและแม่เพื่อโอนไปตรวจสอบ และยังเสนอวิธีให้ขอทุนจากมหาวิทยาลัย คนร้ายอ้างว่ารู้จักกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จะให้อาจารย์คนดังกล่าวทำหนังสือขอทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรเลีย ต้องใช้เงินประมาณ 2-3 ล้านบาท ผู้เสียหายตัดสินใจเลือกใช้วิธีขอเงินจากพ่อให้โอนมาเข้าบัญชีตัวเองจำนวน 2.7 ล้านบาท แล้วโอนและนำเงินไปให้คนร้ายรวมเป็นเงิน 3,617,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอกเข้าแจ้งความ ตำรวจชุดสืบสวนออกติดตามจับกุมสอบสวนทราบว่าชาวเวียดนามทั้ง 2 คนทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายเพื่อนำส่งให้บอสชาวจีน ส่วนนายฐิติกาลทำหน้าที่บัญชีม้า หลังจากมียอดเงินเข้ามาในบัญชีจะคอยถอนเงินเพื่อนำไปซื้อสินค้าหลายประเภท เช่น เหล้า บุหรี่ ครั้งละมูลค่าหลายแสนบาทเพื่อส่งต่อให้ น.ส.ดลภัค เพื่อนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสด ส่วน น.ส.ดลภัคให้การอ้างว่าไม่มีเกี่ยวข้องในกลุ่มขบวนการนี้ ชุดสืบสวนมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า น.ส.ดลภัคมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการนี้นำผลประโยชน์ไปให้กับผู้สั่งการชาวจีนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่