สส.ฝ่ายค้านซ้อมมือ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “เท้ง” ฉะไร้แผนหาเรื่องถลุงเงิน “กรณ์” จวกกู้มากองเพิ่ม ภาระการคลัง ชี้แค่ช่วง 1 ปี ก่อหนี้สาธารณะ 1.8-1.9 ลล. “อภิสิทธิ์” ฟันธง ศก.ไม่โตตามที่คุย “วรงค์” สับทำคนไทยเครียด ถามโปรไทยช่วยไทย 4 เดือนหมด ประชาชนจะอยู่ยังไง “ไอซ์” ลูบปากเย้ย “มีคนจะ ตั้งตัวได้” แซะ “เอกนิติ” ถอดกระดูกรับใช้ระบอบ น้ำเงิน “อนุทิน” ย้ำจำเป็นต้องกู้ อ้างงบปกติแก้วิกฤติ ไม่ทันการณ์ มั่นใจบริหารหนี้ไม่เกินเพดาน “เอกนิติ” ยันต้องรีบหยุดวิกฤติเศรษฐกิจ วาดฝันไทยจะดีกว่าเดิม “เสี่ยหนู” ลั่นหาไม่ยากมือปล่อยสำนวนคดีฮั้ว สว. “พิพัฒน์” มั่นใจลูกชายไม่เอี่ยว “ณัฐพงษ์” ขู่ กกต.ใช้อำนาจไม่ชอบเจอกัน ดีเอสไอตั้ง กก.สอบหามือปล่อย เปิดเอกสารคดีอั้งยี่-ฟอกเงินฮั้ว ศาล รธน. ไต่สวน 5 พยาน คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งนัดฟังวินิจฉัย 28 ก.ย.สส.พรรคฝ่ายค้านซ้อมมือ ดาหน้าชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุรัฐบาลไร้แผนโครงการที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างพลังงาน หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน“อนุทิน” แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสน ล.เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญประจำปีเป็นนัดแรก มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม มีวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า เกิดความ ขัดแย้งในตะวันออกกลางจนเป็นวิกฤติพลังงานโลก ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 50% ขณะที่โครงสร้างการผลิตยังเป็นปิโตรเลียมเบส จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า บริการ ขนส่งอ้างงบปกติแก้วิกฤติไม่ทันการณ์นายอนุทินกล่าวอีกว่า วิกฤติปากท้องไม่ได้มารอบเดียว มีผลกระทบหลายระลอกจาก 1.ความตื่นตระหนก 2.ราคาพลังงานสูงขึ้น 3.ต้นทุนอาหาร สินค้า และบริการสูงขึ้น 4.ค่าครองชีพสูงขึ้น 5.กำลังซื้อลดลง รายได้เท่าเดิม เพิ่มความเสี่ยงระบบเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤติครั้งนี้ซ้อนกันหลายระลอก จำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่งบรายจ่ายประจำไม่สามารถรองรับได้ ที่ผ่านมา ครม.เห็นชอบการใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินปี 2569 จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท เพราะเยียวยาผลกระทบภัยพิบัติหลายพื้นที่ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้งบกลางไม่เพียงพอกับวิกฤติครั้งนี้ ที่ต้องการเพิ่มเติมอีก 1.4 แสนล้านบาท ขณะนี้งบปี 2569 ใช้ไปแล้ว 2 ไตรมาส หรือร้อยละ 27 ต้องใช้ไตรมาส 3-4 อีก ส่วน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายก็ไม่เพียงพอต่อการแก้วิกฤติพลังงาน ตาม พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะเหลือ กรอบวงเงินกู้เพียง 1.7 พันล้านบาทมั่นใจบริหารหนี้ได้ไม่เกิน 70%นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ไม่สามารถทำได้ทันเพราะมีผลบังคับใช้เดือน ต.ค.นี้ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการการคลังรูปแบบอื่นก็ไม่สามารถแก้ไขได้ครบถ้วน หากไม่ตรา พ.ร.ก.กู้เงินให้ทันสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤติยืดเยื้อ ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอื่นตามมา ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ไม่ให้เกินกรอบเพดาน 70% แนวทางกู้เงินเบื้องต้นคือหาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้ กระทรวงการคลังวางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยง คำนึงกรอบวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลจะใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนงบประมาณแหล่งอื่น“เท้ง” ฉะไร้แผน–หาเรื่องถลุงเงินต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายทวงถามแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจากนายกฯว่า เงิน 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลอ้างเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พรรค ปชน.มองว่าไม่จำเป็นต้องใช้การกู้เงินเสมอไป ยังมีแหล่งเงินทุนจากเอกชน และรัฐวิสาหกิจ เช่น 3 การไฟฟ้า กองทุนต่างๆ พรรคเคยทำแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวม 12 ปี ลงทุนรวมกัน 4 แสนล้านบาท เงินส่วนมากหรืออาจทั้งหมดรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เองสักบาท จึงตั้งคำถามถึง ครม.หากแผนไม่ชัดเจนไม่สามารถตอบได้ เราก็ไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ ไม่อยากเห็นรัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่าไม่มีแผน“กรณ์” จวกกู้มากองสะเทือนคลังนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาหลักของประเทศมี 4 เรื่อง คือ เศรษฐกิจโตช้า ปัญหาโครงสร้างจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น รายได้ประชาชนลดลง และข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นต่อเนื่อง การกู้เงินมาแจกที่มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ ขอถามว่าทำได้จริงหรือไม่ จากข้อมูลที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งประเทศในปี 2570 ไม่เกิน 2 แสนครัวเรือน ยังไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 5 แสนครัวเรือน หรือเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงที่ 1 ล้านครัวเรือน ได้แค่ 1 ใน 5 สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าต้องใช้เวลา จึงไม่จำเป็นต้องรีบกู้เร่งด่วน สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำและทำไม่ได้คือการกู้เงินมากองไว้ เพราะทำให้เกิดภาระต้นทุน คือดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่ม มีผลกระทบต่อความมั่นคงและการรักษาสถานะทางการคลังพ.ร.ก.นี้ไม่ใช่คำตอบไม่ให้ผ่านนายกรณ์กล่าวต่อว่า ยังเป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 67% และยังต้องกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี 69 ส่วนที่เหลือ และเงินที่ต้องกู้อีก 8 แสนล้านบาทในงบประมาณปี 2570 เมื่อรวมกับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้อีก 4 แสนล้านบาท แค่ช่วง 1 ปีนี้ หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มถึง 1.8-1.9 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี ทำให้เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน 70% อาจเอาไม่อยู่ และเชื่อว่าการจัดทำงบประมาณปี 2571 จะเจอปัญหาอีก คือไม่มีเงินกู้ตามงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุน 20% ตามกฎหมายกำหนด เมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เราต้องทำหน้าที่พิจารณาตามความเหมาะสมที่สุด เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจที่โตล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านทุกประเทศ คำตอบคือต้องย้ำให้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่คำตอบ ตนและ สส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง สส.ฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้“เอกนิติ” ชี้ต้องรีบหยุดวิกฤติ ศก.ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงว่ายืนยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ถึงบอกว่าประเทศไทยจะเจอวิกฤติหลายรอบ ระลอกแรก คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้น ระลอกสอง คือ วิกฤติค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นเกือบ 3% ระลอกสาม กำลังซื้อลดลงสินค้าแพงขึ้น วิกฤติยังไม่จบหากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้น อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง อาจนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน มีหลักคิด 3 ด้าน คือ 1.ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ 2.เปลี่ยนวิกฤติเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และ 3.ใช้จังหวะที่โลกเปลี่ยน ดึงดูดการลงทุนเรื่องพลังงานสะอาดวาดฝันวิกฤติจบไทยจะดีกว่าเดิมนายเอกนิติกล่าวต่อว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีต มีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า ทำให้ พ.ร.ก.นี้โปร่งใสชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ขอย้ำว่าเงินกู้นี้ไม่ได้กู้มากอง กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น คำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่กลัวหนี้สาธารณชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนเป็นอย่างไร ไม่ได้ตีเช็คเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน และเมื่อวิกฤติจบประเทศไทยจะดีกว่าเดิม“วรงค์” สับรัฐบาลทำคนไทยเครียดนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายว่าขอตั้งคำถามถึงนายเอกนิติ รู้ทั้งรู้ว่าวิกฤตินี้เกิดจากราคาพลังงาน ทำไมไม่ควบคุมราคาพลังงานให้ประชาชน กลับสร้างกระแสว่า เราควบคุมราคาน้ำมันไม่ได้แล้ว รัฐบาลนี้ควบคุมราคาน้ำมันดีเซลเหมือนเด็กเล่นขายของ ตอนแรกกดไว้แล้วปล่อยขยับขึ้นไปถึงลิตรละ 50 บาท จนประชาชนตกใจ ตอนนี้อยู่ที่ลิตรละ 38 บาท กระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูง ใช้ไทยช่วยไทยพลัสช่วยแต่ช่วยแค่ขาเดียวเพื่อการหาเสียง คือเลี้ยงไข้ให้ยาพารา ไม่รักษาที่ต้นเหตุ ถามว่าเมื่อจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส 4 เดือนนี้แล้ว ประชาชนจะอยู่อย่างไร เงินช่วยเหลือไม่มีแล้วแต่สินค้ายังราคาแพงขึ้น รัฐบาลยังทำผิดพลาดเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ปรับเกณฑ์ใหม่จนเกิดดราม่าถูกวิจารณ์หนัก รัฐบาลนายอนุทินสร้างความเครียดให้ประชาชน ขอให้คืนสิทธิบัตรคนจนเก่าให้ทุกคน“แทน” ห่วงโกงซ้ำรอยกักตุนน้ำมันนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่ารัฐบาลกำลังนำพาประเทศลงเหว อย่าต้มประชาชน ต้มแล้วต้มอีกเหมือนประชาชนเป็นขาหมู อย่าเสกมนตร์ให้ประชาชนหลงคำพูดที่โอ้อวดเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อยากให้รัฐบาลให้คำมั่นสัญญาต่อสังคม ว่าหากเดินหน้าใช้แผงโซลาร์เซลล์จริง เอกชนขายแผงโซลาร์ เซลล์จะไม่เชื่อมโยงกับบุคคลใน ครม. นายกฯยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการซื้อมากักตุนเหมือนกักตุนน้ำมันเช่นที่ผ่านมา กล้ายืนยันหรือไม่ว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอีก เพราะวงเงินมันเยอะเม็ดเงินก้อนโต แน่ใจหรือไม่ว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วน ที่สอง จะทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศ“ไอซ์” ลูบปากเย้ย “มีคนจะตั้งตัวได้”น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเงินส่วนหลัง 2 แสนล้าน อาจไม่ได้เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่อาจฉาบหน้าด้วยคำพูดสวยหรูไว้บนสิ่งเน่าๆ เละๆ พร้อมกับยกมือขึ้นมาถูและลูบปาก ก่อนจะส่งเสียงซู้ดและกล่าวต่อว่า หลายคนกำลังทำแบบนี้ ถ้าเงินก้อนนี้ใช้เมื่อไหร่อาจมีหลายคนตั้งเนื้อตั้งตัวได้เลย จะเป็นการเปลี่ยนเงินภาษีที่ประชาชนต้องก้มหน้าก้มตาจ่าย กลายเป็นเงินท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มทุนสีน้ำเงินหรือไม่ คีย์เวิร์ดคำว่าโซลาร์ปั๊ม โซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟท็อป คือคีย์เวิร์ดแห่งปีแห่งชาติ และงบกลางแก้ปัญหาภัยแล้งที่เพิ่งถูกอนุมัติไป 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 1,000 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเอาไปบริหารจัดการ ก้อนที่สอง 5,500 ล้านบาท เอาไปจัดซื้อจัดจ้างทำระบบน้ำบาดาลแจกทั่วประเทศ พอเอาไปพล็อตลงบนแผนที่ประเทศไทย แบ่งตามเขตเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่างบส่วนใหญ่ไปอยู่ในสัดส่วนของ สส.เขต พรรค ภท. คิดแล้วขนลุกเลย ถ้าเป็น 2 แสนล้านบาท มันจะไม่เป็นสีน้ำเงินทั่วประเทศใช่หรือไม่ ทำให้ สส.พรรค ภท. พากันลุกขึ้นประท้วงแซะ “เอกนิติ” รับใช้ระบอบน้ำเงินน.ส.รักชนกอภิปรายต่อว่า ดูนายเอกนิติเชื่อมั่นมากจริงๆ ว่าเงินก้อนนี้จะนำไปสู่อะไรบางอย่าง ไปเอาความมั่นหน้ามั่นใจมาจากไหน ยังจำความรู้สึกในวันที่เป็นข้าราชการแล้วถูกนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ เอาโครงการแปลกๆใส่มือ วันนั้นท่านรู้สึกอย่างไร ถ้ายังมีสามัญสำนึกก็อยากให้ปกป้องข้าราชการในกระทรวงการคลัง ประธานการประชุมจึงตักเตือนให้ถอนคำว่านักการเมืองชั่วๆ เลวๆ เพราะไม่เหมาะสม น.ส.รักชนกยอมเปลี่ยนก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า วันแรกๆที่นายเอกนิติมาร่วมรัฐบาล ยังเชื่อว่าท่านยืนตั้งหลังตรง จะเข้ามาทำสิ่งดีๆให้กับประเทศนี้ แต่วันนี้ต้องตั้งคำถามว่ากระดูกสันหลังมันค่อยๆเลื้อย ค่อยๆคด หรือว่าท่านค่อยๆถอดมันออกหรือเปล่า สุดท้ายท่านก็ถอดกระดูกสันหลัง ถอดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็รับใช้ระบอบสีน้ำเงินนี้อย่างเต็มที่ไปเลยหรือไม่“อภิสิทธิ์” ฟันธง ศก.ไม่โตตามที่คุยขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่ายืนยันจะไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ด้วย 4 เหตุผล คือ 1.เหตุผลด้านกฎหมายและอำนาจของสภา พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง 2.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤติที่ถูกอ้างขึ้น 3.สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถเรียกได้ว่า เป็นการกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะหลังจากกู้เงิน 4 แสนล้านแล้วเศรษฐกิจมั่นคงน้อยลง เพราะจีดีพีจะไปแตะหนี้สาธารณะที่ 70% หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในอนาคตจะใช้เงินที่ไหน รัฐบาลแก้ไขปัญหาโดยเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจชาติ เลือกเส้นทางที่ผิดพลาด 4.งบ 2 แสนล้านส่วนหลัง ที่อ้างเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบ ซ้ำปล่อยให้มีดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งในไทยจำนวนมาก ยิ่งเป็นการเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น ฟันธงว่าเราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ประชาชนยังต้องเผชิญกับวิกฤติปัญหาจากวิกฤติพลังงานต่อไป“หนู” นัดกระชับสัมพันธ์ รมต.–สส.วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มีการคุยกันอยู่ว่าก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีจะพบกันสักรอบ หลังจากนั้นจะเชิญ สส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคพบปะหารือกัน ก็ดีทำงานมา 6 เดือนแล้วยังไม่มีเวลานั่งทานข้าวด้วยกัน สร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น แต่คงไม่ต้องกำชับอะไรรัฐมนตรีทุกคนทำการบ้านวางแผนล่วงหน้าอยู่ตลอด เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยบอกจะวัด KPI รัฐมนตรีรวมถึงการให้ประชาสัมพันธ์ผลงาน นายอนุทินตอบว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พูดผ่านเลยหาไม่ยากมือปล่อยสำนวนฮั้ว สว. ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยอมรับว่าสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีฮั้ว สว.หลุดเป็นเอกสารจริง นายอนุทินตอบว่า มีกฎหมายระบุความผิดอยู่ใครเอาเอกสารทางราชการออกมา อยู่ที่หน่วยงานจะดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามว่าข้อมูลหลุดมาจากรัฐมนตรีคนก่อนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า จะไปรู้ได้อย่างไร แต่กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ก็ดีอย่างจะได้บอกได้ว่าเอกสารรั่วออกไปได้อย่างไร ใครเอาออกไปมันหาไม่ยากหรอก เราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่เมื่อเจตนาของคนปล่อยข้อมูลไม่ใช่เจตนาดีแน่นอน เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเตรียมจัดเสวนาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ นายอนุทินตอบว่า “ก็ดีสิ ขอบคุณที่ไปอุดหนุน ถือว่าไปอุดหนุนกิจการของเพื่อน”“พิพัฒน์” มั่นใจลูกชายไม่มีเอี่ยวนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีมีการโยงบุคคลใกล้ชิดนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย บุตรชาย โทรศัพท์ไปหาผู้สมัคร สว.รายหนึ่งว่า ต้องถามนายชลัฐ เรื่องฮั้ว สว.ตนไม่ได้เข้าไปยุ่ง และไม่ได้ซักถามนายชลัฐ เมื่อถามว่าแต่มีการระบุว่าโทร.หา สว.ถึง 19 คน นายพิพัฒน์ตอบว่าโทร.หาถึง 19 คนหรือ แต่คิดว่านายชลัฐไม่น่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว คนเป็น สส.มีสังกัดพรรคไม่ควรไปเกี่ยวข้องและไม่มีสิทธิไปยุ่ง ต้องกลับไปถามบุคคลที่ออกมาให้ข้อมูลมีเจตนาอะไร เชื่อว่านายชลัฐไม่รู้จักบุคคลเหล่านั้น หากอยากได้ข้อมูลที่แท้จริงต้องไปถามนายชลัฐ เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว.พร้อมตอบหรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบว่า ขอย้ำไปยุ่งไม่ได้ ส่วนใครจะโยงอย่างไรตนพร้อมตอบในสภาฯหากมีการอภิปราย ที่สำคัญมีหลักฐานหรือไม่ หากกล่าวหาลอยๆคงต้องไปเจอกันในอีกเวที ไม่เคยกังวล ต้องป้องกันและรักษาสิทธิ์ของเราปชน.ขู่ กกต.ใช้อำนาจมิชอบเจอกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีดีเอสไอแจ้งความฟ้องร้องผู้นำเอกสารผลการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว.มาเปิดเผยว่า รัฐบาลอาจอ้างเรื่องชั้นความลับหรืออำนาจทางกฎหมาย เพื่อพยายามปิดปากคนที่ตีแผ่ความจริงหรือไม่ หากบริสุทธิ์ใจจริงก็ไม่ควรทำ เมื่อถามว่ามีสัญญาณอาจมีการสังเวย สว.บางคน แต่ไปไม่ถึงระดับตัวการใหญ่ที่เชื่อมโยงกับพรรคหรือรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ตอบว่า ตอนนี้ให้กำลังใจ กกต.เต็มที่ เพราะหลักฐานที่เปิดมาทั้งหมด ไม่ว่าเป็นใครก็ควรเชื่อได้ว่ามีการโกงเลือก สว.จริง และกฎหมายให้อำนาจ กกต.ไว้ กกต.ไม่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดจนสิ้นข้อสงสัย หาก กกต.ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง คนได้รับผลกระทบที่ตามมาอาจเป็น กกต.เอง เราจับตาดูเรื่องนี้อยู่ คงมีคนเตรียมยื่นเรื่องดำเนินคดีกับ กกต. แต่รอดูความชัดเจนในวันที่ 28 ส.ค.นี้ลับมีดรอชำแหละโยกย้ายมหาดไทยนายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ถูกมองเป็นการวางเกมอำนาจ รวมถึงเพื่อเคลียร์คดีด้วยว่า ทุกการแต่งตั้งโยกย้ายต่างๆ ควรเป็นไปตามวิธีการที่ถูกต้อง ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมาสังคมตั้งข้อสงสัยว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญต่างๆ อาจนำมาซึ่งความช่วยเหลือรัฐบาลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ส่วนนี้ฝ่ายค้านจับตาดูอยู่ ถ้ามีการกระทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเรายังมีเวทีใหญ่ เช่น เวทีซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรออยู่ดีเอสไอตั้ง กก.สอบสำนวนฮั้วหลุดช่วงสายที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย ดีเอสไอ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ป. ดำเนินคดีตามฐานความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับภายในเอกสารราชการ เกี่ยวกับคดีอั้งยี่-ฟอกเงินฮั้ว สว.ว่า ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดูต้นตอการหลุดของเอกสารข้อมูลหลักฐานทางคดีไปสู่สาธารณะได้อย่างไร ยืนยันไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เป็นหน้าที่ของเรา เนื่องจากพยานเอกสาร มันหลุดออกไปเช่นนั้น ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงปลัด ยธ.ยันดีเอสไอแค่รักษาสิทธิ์นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าภายในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ดีเอสไอต้องรายงานข้อมูลการตั้งคณะกรรมการสอบชุดดังกล่าวมาให้รับทราบ และดีเอสไอแจ้งความไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าใครเป็นคนนำเอกสารออกไป หรือใครเป็นผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตอนนี้ยังตอบไม่ได้มากเพราะอยู่ในกระบวนการของตำรวจกองปราบฯ ส่วนกรณีที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลภายในสำนวน ต้องเข้าใจก่อนว่าสำนวนในคดีแม้จะบางส่วนหรือแค่แผ่นเดียว มันเป็นเอกสารที่ต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล ฉะนั้นการที่ดีเอสไอรักษาสิทธิ์ของตัวเอง แล้วไปทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือทำให้สังคมได้ตรวจสาธารณะด้วย รวมไปถึงการดำเนินคดี ก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไออยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ดีเอสไอแต่เป็นหน่วยงานอื่นที่ถูกนำเอาเอกสารชั้นความลับหลุดออกไป เขาก็ต้องดำเนินการเหมือนกัน อยากขอความเป็นธรรมให้ดีเอสไอด้วยเปิดเอกสาร “รุทธพล” กำกับเต็มตัวผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเอกสารที่กำลังเป็นประเด็น พบว่าเป็นเอกสารคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกองคดีการฟอกเงินทางอาญากรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 8 ธ.ค.2568 และจากการตรวจสอบพบว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พ้นจากตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2568 ช่วงวันที่ 8 ธ.ค.68 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เข้ามาเป็น รมว.ยุติธรรมแล้วนอกจากนี้ยังพบว่าคดีที่เกี่ยวกับการฮั้ว สว.ในความดูแลของดีเอสไอเกี่ยวกับคดีอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ดีเอสไอมีมติสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ย.2568 ส่งสำนวนไปยังอัยการเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.68 และอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 มีคำสั่งกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติมในวันที่ 16 ม.ค.2569 โดยรอเอกสารพยานหลักฐานจาก กกต.ไปประกอบด้วย ห้วงเวลาดังกล่าวนั้นมี พล.ต.ท.รุทธพลดำรงตำแหน่งเป็น รมว.ยุติธรรมศาล รธน.ไต่สวนพยานคดีบาร์โค้ดที่ศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน 5 ปาก ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ด้วยการกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัสคิวอาร์โค้ด น่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยมีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย สำหรับพยาน 5 ปาก ประกอบด้วย นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผอ.สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และยังอนุญาตให้ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง แต่สั่งงดการถ่ายทอดภาพและเสียง รวมถึงกำชับห้ามผู้เข้าฟังนำข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้ไปเผยแพร่สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาดนัดชี้ขาดคดีบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย.หลังการไต่สวนนานกว่า 3 ชั่วโมง นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งคู่กรณีว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาลตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ 2562 โดยศาลมอบให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน กับนายนพดล เทพพิทักษ์ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและหน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ใน กทม. ในที่ 27 ส.ค.นี้ โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบตามวันเวลาที่กำหนดให้ถือว่าไม่ติดใจ และศาลฯได้บันทึกการไต่สวนไว้ด้วยเครื่องบันทึกภาพและเสียง หากคู่กรณีประสงค์ยื่นคำแถลงปิดคดีให้ยื่นภายในวันที่ 11 ก.ย. หากไม่ยื่นในกำหนดเวลาถือว่าไม่ติดใจ และนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือลงมติในวันที่ 28 ก.ย. เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันในเวลา 14.00 น.“หนู” ชูลงทุนมนุษย์ยกระดับอาเซียนที่ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานและกล่าวเปิดการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (29th ASEAN Labour Ministers Meeting : 29th ALMM and Related Meetings) ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาทุนมนุษย์อาเซียน : การรับรองทักษะฝีมือสู่การยอมรับในระดับสากล” นายอนุทินกล่าวว่า อาเซียนมีแรงงานกว่า 357 ล้านคน เป็นแหล่งทุนมนุษย์ขนาดใหญ่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้เกิดรูปแบบการจ้างงานใหม่ และความต้องการทักษะด้านดิจิทัล AI ทักษะสีเขียว และทักษะสำหรับเศรษฐกิจภาคการดูแลเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนในประชาชนจึงหมายถึงการช่วยให้ประชาชนมีทักษะที่เหมาะสม เข้าถึงงานและรายได้ที่ดีขึ้น ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม การทำงานร่วมกันจะช่วยอาเซียนยกระดับมาตรฐานทักษะ สร้างประชาคมอาเซียนที่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเลี้ยงมื้อกลางวันทูตสตรีชื่นมื่นอีกเรื่อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เอกอัครราชทูตต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศสตรีประจำประเทศไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพบปะพูดคุยและกระชับความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตบางประเทศที่ใกล้สิ้นสุดวาระการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง นายอนุทินและคณะทูตพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายเรื่อง สำหรับเอกอัครราชทูตและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศสตรีที่เข้าร่วมจำนวน 11 คน จากกัวเตมาลา แคนาดา อียิปต์ สิงคโปร์ ศรีลังกา โคลอมเบีย สหภาพยุโรป เคนยา นิวซีแลนด์ มองโกเลีย และผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่