“ดีเอสไอ” รอความเห็นอัยการจะยื่นอุทธรณ์คดีศาลอาญายกฟ้องพิ้งกี้กับครอบครัวคดีฟอเร็กซ์-3ดี หรือไม่ เนื่องจากเป็นการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ถ้าตัดสินใจไม่อุทธรณ์ต้องส่งความเห็นมาให้อธิบดีดีเอสไอ ถ้ามีความเห็นขัดกันต้องส่งให้อัยการสูงสุด ตัดสินถือเป็นสิ้นสุด ด้านโฆษก กสค.แจงขั้นตอนการ รับเงินเยียวยาของพิงกี้กับครอบครัว ยันต้องให้คดีถึง ที่สุดก่อน แม้เป็นการยกประโยชน์ให้กับข้อสงสัยก็มีสิทธิได้ เรตค่าทดแทนการถูกคุมขังวันละ 500 บาท ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท ค่าฟื้นฟู สมรรถภาพร่างกายและจิตใจ 50,000 บาท เป็นต้น ต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลสุดท้ายยกฟ้องกรณีศาลอาญา (ชั้นต้น) มีคำพิพากษาคดีร่วมกันฉ้อโกงแชร์ฟอเร็กซ์-3 ดี (Forex-3D) สั่งจำคุกนายอภิรักษ์ โกฎธิ พร้อมพวกรวม 5 คน ในฐานะตัวการถึง 49,110 ปี แต่จำคุกได้จริง 20 ปีตามกฎหมาย พร้อมให้ร่วมกันชดใช้คืนเงินให้ผู้เสียหายตามจริงพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 จำนวน 4,911 ล้านบาท แต่ยกฟ้องดาราสาว พิ้งกี้-สาวิกา ไชยเดช นางสรินยา ไชยเดช มารดา นายกิตติเชษฐ์ ไชยเดช พี่ชาย และจำเลยอื่นรวม 17 คน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วความคืบหน้าจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 ส.ค. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ฐานะโฆษกดีเอสไอ กล่าวถึงขั้นตอนหลังศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง พิ้งกี้ แม่ และพี่ชาย คดีแชร์ลูกโซ่ฟอเร็กซ์-3 ดีว่า หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้ง 3 คน หลังจากนี้พนักงานอัยการฐานะโจทก์ ต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ หากอัยการไม่อุทธรณ์ต้องส่งหนังสือมาสอบถามอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 จึงเป็นขั้นตอนของอธิบดีดีเอสไอว่า จะเห็นแย้งกับพนักงานอัยการที่ไม่อุทธรณ์คดีหรือไม่ หากอัยการในฐานะโจทก์ไม่อุทธรณ์ แต่ถ้าอธิบดีดีเอสไอเห็นแย้งว่าต้องอุทธรณ์ ปลายทางสุดท้ายต้องส่งไปสอบถามอัยการสูงสุดให้เป็นผู้มีคำสั่งชี้ขาดด้านนายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (กคส.) ฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยถึงเกณฑ์การช่วยเหลือจำเลยหรือแพะในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ว่า กรณีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 ราย เป็นกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ในทางกฎหมายยังไม่ถือเป็นการตัดสิทธิหรือขาดซึ่งคุณสมบัติฐานะจำเลยคดีอาญาที่สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาได้ แต่ตามหลักการแล้ว การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยา ต้องยึดจากคำว่าคดีถึงที่สุดหมายความว่า ต้องรอดูว่าพนักงานอัยการในฐานะโจทก์จะอุทธรณ์คดีหรือไม่“ถ้าอุทธรณ์คดีจำเป็นต้องรอให้กระบวนการถึงศาลอุทธรณ์ เพื่อรอดูคำพิพากษาในส่วนของศาลอุทธรณ์ แต่ถ้าหากอัยการฐานะโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์คดี อัยการต้องทำหนังสือสอบถามไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า เห็นแย้งหรือไม่ กับการที่อัยการไม่อุทธรณ์ ต้องรอดูความเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเช่นเดียวกัน ทำให้การจะจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาจำเลยหรือแพะในคดีอาญา จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากท้ายสุดแล้วคดีไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ จำเลยสามารถไปคัดเอาเอกสารรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว พร้อมคำพิพากษาศาลที่ยกฟ้อง มายื่นประกอบการขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาได้” โฆษก กคส.กล่าวนายธีรยุทธกล่าวอีกว่า หากจำเลยยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาช่วยเหลือตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะเป็นกรณียกฟ้อง หรือยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย คณะกรรมการฯจะประชุมเพื่อดูรายละเอียดทางคดีประกอบคำพิพากษาว่า มีบรรยายหรือไม่ว่าจำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจริง พฤติการณ์คดีเป็นอย่างไร ต้องย้ำว่า กรณีศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยไม่ได้เป็นการตัดสิทธิคุณสมบัติที่บุคคลจะขอยื่นรับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมายฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแพะและจำเลยในคดีอาญา ทั้งกรณีศาลพิพากษายกฟ้อง และกรณีศาลพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยมาแล้วโฆษก กคส.กล่าวด้วยว่า ใจความสำคัญคือ ข้อเท็จจริงในคดีและคำบรรยายที่ศาลระบุไว้ชัดเจนว่า บุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องการกระทำผิดจริงหรือไม่ และสมควรได้รับเยียวยา ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการกระทำความผิดเลย ก็มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาฐานะจำเลยหรือแพะในคดีอาญา จำเลยที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายฉบับนี้ 1.เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ 2.ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี 3.ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องระหว่างดำเนินคดีหรือปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา 2544 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ที่ใช้ในปัจจุบัน ระบุไว้ว่า จำเลยหรือแพะคือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีและมีการถอนฟ้อง หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด สำหรับกรณีไม่เสียชีวิต ประกอบไปด้วยค่าทดแทนการถูกคุมขังวันละ 500 บาท คำนวณจากวันที่ถูกคุมขัง ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่ทำงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอย่างค่าทนายความ (ไม่เกินอัตราที่กำหนด) ค่าใช้จ่ายกรณีอื่นไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนกรณีหากเสียชีวิต จ่ายค่าทดแทนไม่เกิน 300,000 บาท (รวมถึงค่าจัดการศพ ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเสียหายอื่น) โดยจะต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลสุดท้ายตัดสินยกฟ้องส่วนหลักฐานที่ใช้ยื่นขอรับความช่วยเหลือคือ บัตรประชาชน สำเนาหมายขัง หมายจำคุก และหมายปล่อย หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด สำเนาคำพิพากษาของทุกชั้นศาล สำเนาหนังสือสัญญาจ้างว่าความ (กรณีที่ไม่ใช่ทนายขอแรง) กรณีเสียชีวิตต้องใช้หลักฐาน เช่น สำเนาใบมรณบัตร สำเนารายงานการชันสูตรพลิกศพ เป็นต้น ช่องทางการยื่นคำขอ สามารถยื่นได้ที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพ มหานครสามารถยื่นได้ที่สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (สชง.) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 0-2141-2841 ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถยื่นได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สายด่วนออนไลน์ โทร.1111 กด 77อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่