นิยามและสิทธิ “บัตรคนจน”... บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ผ่านมามีปัญหานิยาม “ความจน” คลาดเคลื่อน สะท้อน เกณฑ์การคัดกรองสวนทางกับความจริง เช่น การใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ย ของครอบครัว หรือการที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปหักลดหย่อนภาษีทำให้คนจนตัวจริงถูกตัดสิทธิทั้งที่ไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูจากบุตร โดยมีนักวิชาการเสนอให้ใช้ระบบภาษีเงินได้ติดลบ เพื่อแก้ปัญหานี้...ระบบที่ว่านี้จะเป็นนโยบายสวัสดิการสังคมผ่านระบบภาษี โดยผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีตามปกติ แต่หากรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่รัฐกำหนด เช่น ผู้มีรายได้น้อยหรือคนตกงาน รัฐบาลจะโอนเงินชดเชยให้แทนการเก็บภาษี เพื่อช่วยเหลือให้พวกเขามีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ นิยาม “ความจน” คลาดเคลื่อนจึงมีปัญหาตกหล่นและถูกสวมสิทธิ มีประชาชนมากกว่า 9 ล้านคนไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ ในจำนวนนี้มีปัญหากลุ่มคนจนปลอมที่เคยสวมสิทธิในอดีต และปัญหาชาวบ้านถูกนำชื่อไปแอบอ้างเป็นนอมินีหรือกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัวพุ่งเป้านิยาม “ความจน” ประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ความจริงวันนี้ดูเหมือนว่า...“จนลงจริงในเนื้อตัว แต่ถูกนิยามเสมือนว่ารวยขึ้น” หรือไม่?ปัญหาความยากจนในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ “ตัวเลขเงินในกระเป๋า” ที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อ “นิยามความจนของรัฐ” และ “ความจริงทางเศรษฐกิจของประชาชน” เดินสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงจนเกิดภาวะที่ผู้คน “รู้สึกว่าจนขึ้นและใช้ชีวิตยากขึ้นทุกวัน แต่ในทางสถิติกลับถูกผลักให้หลุดพ้นจากเส้นความยากจน”หากวิเคราะห์พัฒนาการนิยามความจนของไทยจากอดีตถึง ปัจจุบัน สามารถจำแนกออกเป็นมิติเชิงโครงสร้างได้น่าสนใจ ดังนี้ หนึ่ง...วิวัฒนาการนิยามความจนจาก “ท้องอิ่ม” สู่ “รายได้กระดาษ” ในอดีต...สังคมเกษตรกรรมพึ่งพาตนเอง ความจนถูกนิยามผ่านความขาดแคลนในเชิงกายภาพขั้นพื้นฐาน คือ การไม่มีข้าวพอกิน ไม่มีผ้าห่มกันหนาว และไม่มีที่อยู่อาศัย ความจนมีความเป็น “ท้องถิ่นและพึ่งพาตนเอง” สูง ใครมีที่ดินทำกิน มีแหล่งน้ำ ถือว่ามีความมั่นคงในระดับหนึ่ง แม้จะมีเงินสดน้อยมากก็ตามถัดมา...ยุคเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจทุนนิยมและการวัดด้วย GDP เมื่อประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยระบบอุตสาหกรรมและบริการ รัฐเริ่มใช้ “เส้นความยากจน” ที่อิงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัวเป็นเกณฑ์ชี้วัด โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในการซื้ออาหารที่ให้พลังงาน 2,100 กิโลแคลอรีต่อวัน บวกกับสินค้าและบริการจำเป็นที่ไม่ใช่อาหารสาม...ยุคปัจจุบัน กับดักตัวเลขทางสถิติ ปัจจุบันเส้นความยากจนถูกผูกติดกับตัวเลขรายได้ เช่น เกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือตัวเลขที่ปรับตามเกณฑ์สภาพัฒน์ฯในแต่ละปี ซึ่งทำให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะตัวเลขเส้นความยากจนของไทยถูกตั้งไว้ “ต่ำเกินไป”...จนทำให้คนที่มีรายได้พ้นเส้นนี้ไปนิดเดียวในทางทฤษฎี เช่น มีรายได้วันละ 120 บาท กลายเป็น “คนไม่จน” ในรายงานของรัฐทันที ทั้งที่ในความเป็นจริงแทบไม่สามารถใช้ชีวิตรอดได้ ตอกย้ำ...ปรากฏการณ์ “จนจริงแต่ถูกนิยามว่ารวย” ทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น?ความรู้สึกที่ว่าคนไทยจนลงเรื่อยๆ แต่ระบบสถิติลอยตัวอยู่บนความมั่งคั่งเชิงภาพลวงตา เกิดจากปัจจัยขับเคลื่อน 3 ประการ... ประการแรก เงินเฟ้อโครงสร้างสวนทางกับอำนาจซื้อที่แท้จริงในอดีต เงิน 100 บาทมีอำนาจซื้อสูง อาหารตามสั่งราคาถูก ค่าครองชีพสอดคล้องกับรายได้รากหญ้า แต่นิยามความยากจนไม่ได้ปรับตาม “ต้นทุนชีวิตจริง” ที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภค และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว คนจนยุคใหม่มีรายได้ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตทำให้...สถิติบอกว่ารวยขึ้น แต่อำนาจซื้อที่แท้จริง กลับลดลงฮวบฮาบ ซื้อของได้น้อยลงกลายเป็นความจนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “จนเฉียบพลันจากค่าครองชีพ”ประการที่สอง...ภาระหนี้สินที่ไม่ถูกนับรวมในนิยามความจน ในทางสถิติเศรษฐศาสตร์มหภาค รัฐวัดความยากจนจาก “รายได้หรือรายจ่ายกระแสรายวัน” โดยไม่นำภาระหนี้สินมาหักล้างอย่างแท้จริงเกษตรกรไทยจำนวนมากมีโฉนดที่ดิน มีบ้าน...ในเชิงสินทรัพย์ตามนิยามสถิติอาจดูไม่จน แต่เบื้องหลังคือหนี้สินรุงรังทั้งในและนอกระบบ...คนชั้นกลางระดับล่าง แรงงานในเมืองมีเงินเดือนผ่านบัญชี...พ้นเส้นความยากจน แต่เมื่อหักหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้ผ่อนรถ...บ้าน เงินสดสุทธิในมือแต่ละเดือนติดลบผลลัพธ์คือสถิติบอกว่าคนกลุ่มนี้พ้นความจนแล้ว แต่ชีวิตจริงพวกเขากำลังจมน้ำตายเพราะหนี้ประการที่สาม...ความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึง “ความทันสมัย” ที่บังคับให้ต้องจ่ายสังคมปัจจุบันเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล สิ่งที่เคยเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ในอดีต เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต หรือการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะราคาแพง กลายเป็น “ต้นทุนพื้นฐานในการแสวงหาอาชีพและการดำรงชีวิต” รัฐมองว่าคนมีสมาร์ทโฟนแปลว่าไม่ได้จน แต่ในความเป็นจริง สมาร์ทโฟนคือเครื่องมือทำมาหากินที่ต้องแลกมาด้วยการเป็นหนี้ค่าผ่อนเครื่องและค่าเน็ตรายเดือน นิยามความจนแบบเก่าจึงล้าสมัยเพราะไม่ยอมรับว่า...วิถีชีวิตยุคใหม่บังคับให้คนจนต้องมีรายจ่ายสูงขึ้นเพื่อให้มีชีวิตรอดตราบใดที่ “ประเทศไทย” ยังนิยามความจนด้วยเกณฑ์ที่ล้าหลัง เราก็จะเห็นภาพย้อนแย้งที่...สถิติบอกว่าคนไทย “รวยขึ้น” และ “จนน้อยลง”แต่คนในสังคมกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังจนตรอกและไร้ทางออกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การปรับนิยามความจนใหม่ให้สะท้อน “ต้นทุนชีวิตจริงและหนี้สิน” จึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่สุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม