“พศ.-กองทัพธรรม” จับมือพาเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม หิ้วโฉนดฉบับจริงลุยสำนักงานที่ดินขอนแก่น คัดค้านยื่น การขอใบแทนโฉนดจากฝ่ายทายาทนายเฮียง พิมพ์ศรี อัดแหลกอ้างสูญหายเข้าข่ายแจ้งความเท็จเร่งกระบวนการเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองให้เป็นของวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ตรวจฯ พศ.ชี้เป็นกรณีตัวอย่าง สั่งสแกนวัดทั่วประเทศหวั่นซ้ำรอย เผยผู้บริจาค ยกที่ดินให้วัดถือเป็นสมบัติแผ่นดิน ทายาทไม่มีสิทธิ์ เรียกร้องคืนแม้จะยังไม่ได้โอนชื่อก็ตาม ผกก.สภ. เมืองขอนแก่นมอบเงินวัดติด CCTV สร้างความปลอดภัยและเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่ ลุยคดีเทปูนปิด ทางเข้า-ออก เผยออกหมายเรียกแล้วรอ “ป้าดา” เข้าพบพนักงานสอบสวนกลายเป็นมหากาพย์ศึกที่ดิน 21 ไร่ มูลค่าเกือบ 1,500 ล้านบาท ของวัดป่าอดุลยาราม ทำเลทองริมถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น ทวีความร้อนแรงสั่งสมปมขัดแย้งสิทธิ ครอบครองยาวนานตั้งแต่ปี 2533 เมื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี อดีตเจ้าของยกโฉนดถวายวัด หลังเสียชีวิตทายาทกลับยื่นร้องศาลอ้างนิติกรรมไม่สมบูรณ์ กระทั่งบานปลายเมื่อ น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือป้าดา อายุ 62 ปี หลานสาวฝั่งเมียของนายเฮียง นำกลุ่มชายฉกรรจ์ยกพวกเทปูน-วางท่อปิดทางเข้า-ออกวัดอย่างอุกอาจ พร้อมยื่นคำขาดขับไล่พระสงฆ์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพ้นพื้นที่ใน 15 วัน สร้างความสะเทือนใจพุทธศาสนิกชน เดือดร้อนกรรมการวัดต้องหอบหลักฐานแจ้งความข้อหาบุกรุก ตำรวจออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อหาเรียบร้อยแล้วความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ส.ค. นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม (นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านพระไตรปิฎก) และคณะเดินทางมาวัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น เพื่อพูดคุยและสร้างความเข้าใจกับพระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาส เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายจากนั้นคณะผู้ตรวจฯพร้อมพระครูอดุลยสารนิเทศและทนายความ เดินทางไปสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เข้าหารือร่วมกับนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินการใน 2 ประเด็นหลัก คือ ยื่นคัดค้านการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน กรณีที่ฝ่ายทายาทและผู้จัดการมรดกนายเฮียง พิมพ์ศรี มายื่นคำขอออกใบแทนโฉนด เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา อ้างว่าโฉนดสูญหายทางวัดยืนยันว่าโฉนดไม่ได้สูญหายจริงและยังคงเก็บรักษาไว้อยู่ โดยได้นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ รวมถึงขอแก้ไขชื่อในโฉนดที่ดินเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือครองจากนายเฮียง พิมพ์ศรี ให้เป็นชื่อของวัดป่าอดุลยาราม ให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมายนายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า พศ. ให้ความสนใจกับกรณีนี้เป็นอย่างมากและยกให้เป็นกรณีศึกษาเร่งด่วน สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ประสานวัดทุกแห่งที่ได้รับการบริจาคที่ดินให้เร่งดำเนินการโอนชื่อจากผู้บริจาคมาเป็นชื่อวัดให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันข้อพิพาทในลักษณะนี้ ตามกฎหมายเมื่อผู้บริจาคยกที่ดินให้วัดย่อมถือเป็นสมบัติแผ่นดิน ทายาทไม่มีสิทธิ์เรียกร้องคืนแม้จะยังไม่ได้โอนชื่อก็ตาม ในอดีตวัดป่าอดุลยารามเคยถูกฟ้องร้องและชนะคดีทุกศาลแล้ว การดำเนินการครั้งนี้เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากกระบวนการเสร็จสิ้นผู้ใดที่ถือเอกสารเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้จะถือว่าเป็นเอกสารเท็จทันที ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม กล่าวเสริมว่าวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการ “เริ่มนับหนึ่ง” เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับพระพุทธศาสนาในการปกป้องรักษาที่สาธารณสมบัติของวัดและสาธารณสมบัติกลาง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐและกรมที่ดินชะลอการออกโฉนดในพื้นที่สุ่มเสี่ยงหรือพื้นที่สาธารณสมบัติไว้ก่อน เพื่อป้องกันปัญหาฟ้องร้องถอดถอนในภายหลังนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กลุ่มทายาทและผู้จัดการมรดกมายื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน อ้างว่าเอกสารเดิมสูญหาย ต่อมาพบว่าโฉนดที่ดินฉบับจริงไม่ได้สูญหาย แต่เก็บรักษาไว้อยู่กับพระ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย การแจ้งความเท็จ ในส่วนของการคัดค้านการออกใบแทน เจ้าอาวาสสามารถลงลายมือชื่อในเอกสารคัดค้านได้ทันทีเนื่องจากมีโฉนดจริงมาแสดง ส่วนการเปลี่ยนชื่อโฉนดเป็นของวัดนั้น สำนักงานที่ดินจะเร่งรัดรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการโดยเร็ว โดยขั้นตอนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาทอีกแล้ว เนื่องจากคดีความพิพาทเดิมสิ้นสุดทางกฎหมายแล้วพระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์มีกลุ่มคนมาปิดทางเข้า-ออกวัด มีญาติโยมเป็นห่วงสุขภาพของตนและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ฝากไปถึงญาติโยมว่าไม่ต้องเป็นห่วง สุขภาพยังดียังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพิ่มระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยทั้งการรับกิจนิมนต์และการเข้าพบของญาติโยม เพราะก่อนหน้านี้เคยมีหญิงผู้ไม่หวังดีมาเคาะประตูเรียกช่วงตี 4 แต่อาตมาไม่ยอมออกไป ไม่กลัวโดนทำร้าย แต่กลัวถูกแบล็กเมล์ให้เสียชื่อเสียงมากกว่า ตอนนี้เริ่มสบายใจเพราะมีตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตลอด 24 ชม.“ที่ผ่านมาวัดขาดความรู้ด้านขั้นตอนทางกฎหมาย หลังศาลมีคำตัดสินชนะคดีช่วงปี 2555-2556 เข้าใจว่าเรื่องสิ้นสุดแล้ว กระทั่งปี 2557 ทายาทของนายเฮียง ผู้ถวายที่ดิน ได้ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกและเกิดการฟ้องร้องขึ้นใหม่ โดยเป็นการฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น และวัดตกเป็นจำเลยร่วมที่ 2 หากมีทนายความเข้ามาช่วยดำเนินการตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน” พระครูอดุลยสารนิเทศกล่าวพระครูอดุลยสารนิเทศกล่าวต่อว่า ที่ดินดังกล่าวราคาประเมินในปัจจุบันตกอยู่งานละ 15 ล้านบาท หรือคิดเป็นไร่ละ 60 ล้านบาท ทำให้รวมมูลค่าทั้งหมดสูงกว่า 1,620 ล้านบาท อาตมามองว่าด้วยมูลค่าที่ดินที่สูงมากขนาดนี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายคู่กรณีต้องการ และพยายามต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงที่ดินผืนนี้ไป ส่วนกรณีที่มีคำวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องเสนาสนะและสภาพความเรียบร้อยภายในวัดนั้น ทางวัดมีนโยบายเน้นการรักษาธรรมชาติและดูแลระบบนิเวศเป็นหลัก ปัจจุบันภายในวัดมีสิ่งปลูกสร้าง ทั้งกุฏิ เมรุ และศาลาการเปรียญครบถ้วนตามเงื่อนไขการจัดตั้งวัดทุกประการ หากวัดแห่งนี้ไม่มีความสะอาดหรือไม่มีประโยชน์ตามที่ถูกกล่าวหาจริง เหตุใดอีกฝ่ายยังคงพยายามที่จะเรียกร้องเพื่อขอที่ดินคืนวันเดียวกัน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น นำเงินบริจาคจากข้าราชการตำรวจจำนวน 3,457 บาท มอบให้แก่คณะกรรมการวัดป่าอดุลยาราม เพื่อนำไปจัดซื้อและติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เพิ่มเติมบริเวณรอบกำแพงวัด เพื่อสร้างความปลอดภัยและเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่ พร้อมชี้แจงกรณีที่มีการร้องเรียนว่าวัดเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติด โดยระบุว่า ที่ผ่านมาตำรวจเข้าสุ่มตรวจปัสสาวะพระสงฆ์และเด็กวัดมาแล้วถึง 3 ครั้ง ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด มีเพียงเด็กวัด 1 รายเท่านั้นที่พบสารเสพติดส่วนความคืบหน้าคดีกลุ่มบุคคลนำท่อมาวางและเทปูนปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม พ.ต.อ.ยศวัจน์เผยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “บุกรุก” เป็นคนละประเด็นกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเจ้าอาวาสและไวยาวัจกรในฐานะพยานเรียบร้อยแล้ว จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบยานพาหนะที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 คัน ได้แก่ รถตู้ 2 คัน รถผสมปูน 1 คัน และรถกระบะขนท่อ 1 คัน ตำรวจได้ออกหมายเรียกในคดีบุกรุกไปแล้วรวม 5 ฉบับ แบ่งเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา 1 ฉบับ ส่งถึง น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือป้าดา อายุ 62 ปี หลานสาวฝั่งเมียของนายเฮียง ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร ที่กรุงเทพฯ ให้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนภายใน 15 วัน และหมายเรียกพยาน 4 ฉบับ สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากไม่มาแสดงตนจะดำเนินการออกหมายเรียก ครั้งที่ 2สำหรับประเด็นชายสวมเสื้อสีม่วงที่กล่าวอ้างถึงเบื้องสูงในขณะเกิดเหตุปิดทางเข้า-ออกวัดจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม พ.ต.อ.ยศวัจน์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ อย่างไรก็ตาม ทราบว่ากลุ่มผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ต่อไปนางปิยะพร มหาศิริพันธุ์ อายุ 61 ปี เจ้าของอาคารและหอพักบริเวณหน้าวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยว่า ตนนำเงินถูกรางวัลที่ 1 มาซื้อที่ดินต่อจากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2550 จนกลายเป็นโฉนดมือที่ 8 ขณะนั้นรอบวัดยังเป็นป่าและเปลี่ยวมาก ต่อมาได้ผูกพันและช่วยดูแลหลวงพ่อเจ้าอาวาสมาโดยตลอด หลวงพ่อเป็นพระสมถะ รักธรรมชาติ ไม่เน้นพุทธพาณิชย์ กระทั่งมีคู่กรณีอ้างเป็นทายาทเจ้าของที่ดินเดิมเข้ามาก่อเหตุปิดทาง ตนและคนในพื้นที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน คาดว่าชนวนเหตุมาจากมูลค่าที่ดินที่พุ่งสูงถึงงานละ 10 ล้านบาท และที่ดินวัดอาจมีมูลค่ารวมสูงถึงระดับพันล้านบาท มองว่าอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของข้อพิพาทวันเดียวกัน น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา” อายุ 62 ปี เปิดเผยภายหลังเดินทางมาออกรายการ “โหนกระแส” เพื่อชี้แจงกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินยืดเยื้อของวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น โดยกล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลายว่า วันนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เนื่องจากได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับประวัติและที่มาของการสร้างวัดดังกล่าว ยังคงเชื่อมั่นว่าที่มาของการจัดสร้างวัดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหลังจากนี้ต้องมีการพิสูจน์ทราบตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไปผู้สื่อข่าวจี้ถามถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องบุตรบุญธรรมคนที่ 9 ว่าเป็นจริงหรือไม่ น.ส.ชมมณีตอบย้อนอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่ต้องถามหรอกหนู ถ้าไม่ใช่ญาติคงไม่มีส่วนเข้ามาร่วมตรงนี้หรอก ผู้จัดการมรดกของพี่สาวก็มาด้วย ไม่ต้องถามหรอกเรื่องนี้” ก่อนจะขอตัวเดินทางต่อเนื่องจากมีภารกิจต้องรีบไป ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวได้ขอให้ น.ส.ชมมณีถอดแว่นดำโชว์ใบหน้าให้กล้องดู น.ส.ชมมณี ได้ยิ้มรับพร้อมตอบสั้นๆว่าตาไม่ดี และเมื่อถูกถามทิ้งท้ายถึงความมั่นใจว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของป้าจริงหรือไม่ น.ส.ชมมณีกล่าวว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว” อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่