ในหนังสือ “ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า (1) (โรงเรียนทอสี พิมพ์ แจกเป็นธรรมทาน พ.ศ.2549) พระอาจารย์พรหม เทศน์เรื่องงานศพ สไตล์วัดพุทธ ในเมืองเพิร์ธไว้หลายเรื่องเรื่องที่ผมชอบมาก ปุ่มชะตากรรมพระอาจารย์พรหมเริ่มเรื่องว่า...บางทีช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในพิธีฝังศพคือ ขณะที่หีบกำลังถูกหย่อนลงสู่หลุม หรือขณะที่ปุ่มถูกกดเพื่อจะเลื่อนหีบศพเข้าสู่เตาเผา เสมือนว่าเป็นเครื่องระลึกความทรงจำสุดท้ายของคนที่เรารักมักเป็นช่วงเวลาที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ที่เมรุบางแห่งในเมืองเพิร์ธ (แสดงว่าไม่ใช่เมรุวัดพุทธ) ชั่วขณะนั้นมักจะวุ่นวายเป็นพิเศษ ปุ่มถูกกดหีบศพจะเลื่อนลอยไปสู่โถงด้านล่างที่ตั้งเตาเผา จุดประสงค์คือเพื่อจะให้คล้ายๆการฝังแต่กระนั้น ภาพที่ผู้ตายถูกหย่อนไปเผาเบื้องล่าง กลับเป็นสัญลักษณ์ให้จิตใต้สำนึกคิดได้ว่า เหมือนกำลังถูกส่งไปลงนรกการสูญเสียผู้เป็นที่รักก็แย่เสียเหลือเกินแล้ว เมื่อสมทบกับสัญลักษณ์ของการเคลื่อนลงสู่โลกเบื้องล่างหลายครั้งญาติผู้สูญเสีย ไม่สามารถจะรับได้ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์พรหมจึงเคยเสนอเล่นๆว่า ควรสร้างเมรุเผาศพชนิดเคลื่อนหีบศพขึ้นสู่เบื้องบนอย่างสง่างาม ลิฟต์ไฮดรอลิกธรรมดาก็น่าจะจัดการได้เมื่อหีบศพเคลื่อนขึ้นไปใกล้เพดาน เราก็จัดการให้มันหายเข้าไปในปุยเมฆอันเกิดจากไอน้ำแข็งแห้งท่ามกลางเสียงเพลงสวรรค์หวานๆ จะเป็นการฟื้นฟูจิตใจที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่กำลังเศร้าแต่ข้อดำรินี้มีบางคนทักว่า อาจทำให้พิธีกรรมสูญเสียความเที่ยงตรง โดยเฉพาะในกรณีที่ต่างรู้กันดีว่า คนไร้ศีลธรรมที่นอนอยู่ในหีบนั้น ยากที่จะได้ขึ้นไปอยู่ “บนนั้น”พระอาจารย์พรหมจึงปรับปรุงข้อเสนอเสียใหม่ แนะนำให้มีปุ่มกดสามปุ่มให้ครอบคลุมได้ทุกกรณีปุ่ม “กดขึ้น” เฉพาะสำหรับคนดี ปุ่ม “กดลง” ไว้สำหรับคนเลวและปุ่มไปด้านข้าง สำหรับคนส่วนใหญ่ซึ่งมีทั้งความดีความเลวบรรยากาศพิธีงานศพก็ต้องพยายามให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและเพื่อเพิ่มความสำคัญให้กับพิธีกรรม ซึ่งมักจะทำกันแบบซึมเศร้า พระอาจารย์พรหมบอกว่า เราอาจจะขอให้แขกทุกคนที่เข้ามาร่วมพิธียกมือโหวตว่าควรจะกดปุ่มไหน?พระอาจารย์พรหมทิ้งท้ายเรื่องเล่าเรื่องนี้ว่า ถ้าทำได้ พิธีฌาปนกิจอย่างนี้จะน่าจดจำเป็นที่สุด และจะเป็นเหตุผลสำคัญ ที่จะกระตุ้นให้คนมาร่วมพิธีผมอ่านเรื่องปุ่มชะตากรรมของพระอาจารย์พรหมจบแล้วคิดว่า...คนไทยแบบเราๆคงยิ้ม และพร้อมกับยิ้มนั้นก็รู้กันดีว่า พิธีแบบปุ่มชะตากรรมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าในสังคมไทยหรือสังคมฝรั่งคำสอนแบบพุทธไทย เราฟังกันแล้วทุกคน...ตอนเป็นๆ ก็รบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย แต่เมื่อถึงตาย เราถูกสอนให้ถือว่าทุกอย่าง “เจ๊า” จบๆกันไป ภาษาพระท่านว่า “อโหสิกรรม”ขืนจัดพิธีแบบมีปุ่มชะตากรรม...บรรยากาศงานศพ ซึ่งปกติเป็นงานเศร้าก็จะเปลี่ยนเป็นงานคึกคัก เหมือนงานเลือกตั้ง ซึ่งทุกครั้งก็มักจบด้วยการจองเวรกันต่อๆไปไม่จบสิ้นได้สักที.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม