สถานการณ์ ตลาดน้ำมันโลก ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลง ตลาดเบรนท์ ปิดตลาดที่ 88.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 6.32 ดอลลาร์ เวสท์เท็กซัสฯ ปิดที่ 82.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 4.26 ดอลลาร์ ตลาดดูไบ ที่เรานำเข้าน้ำมันเป็นตลาดหลัก ปิดที่ 80.88 ดอลลาร์ ลดลง 6.96 ดอลลาร์ ในขณะที่ น้ำมันสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นเบนซินออกเทน 95 หรือดีเซล ยังปิด อยู่ที่ 119.08 และ 158.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ แม้จะ ลดลงระหว่าง 1.52-2.80 ดอลลาร์แล้วก็ตามทั้งที่เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้มีการประกาศระงับแผนโจมตี อิหร่าน โดยอ้างว่า อิหร่านและอีกหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางร้องขอให้มีการเจรจาประเด็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการส่งมอบนิวเคลียร์ของอิหร่าน ต่อมาทางการอิหร่านได้ปฏิเสธว่าไม่มีข้อร้องขอดังกล่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับซาอุดีอาระเบีย และการเจรจา ระหว่าง อิหร่านกับโอมาน เกี่ยวกับช่องแคบ Hormuz ที่มีแนวโน้ม ในทางที่ดีขึ้น น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยังไม่มีการขยับตัวขึ้นตามที่คาดการณ์เอาไว้ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เริ่มจะมีทางออกอื่นนอกจากการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเปฺ็นเส้นทางขนส่งหลัก ซึ่งสังเกตได้จากการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศ OPEC+ในเดือน ก.ย. อีกประมาณเดือนละ 180,000 บาร์เรลต่อวันในขณะที่แหล่งข่าวต่างประเทศรายงานตรงกันว่า ตุรกีซาอุดีอาระเบีย และ ปากีสถาน เตรียมลงนามข้อตกลงกลาโหมร่วมกัน เป็นการตอกย้ำการรวมตัวที่กำลังขยายตัวของกลุ่มประเทศมหาอำนาจมุสลิม นิกายซุนนี ที่จะจับมือกันรับมือกับภัยความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางเท่ากับเป็นการประกาศนโยบายความมั่นคง ให้สหรัฐฯและอิหร่าน ได้เห็นเป็นรูปธรรมหากเกิดสงครามในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปกป้องประเทศของตัวเองโดยไม่ต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสงครามของประเทศมหาอำนาจใดๆ อีกต่อไปเป็นที่น่าสังเกตว่า นโยบายการต่างประเทศ ของแต่ละประเทศเริ่มจะมีการปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ที่ชัดเจนขึ้น ที่ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เลือกประเทศต้องมาก่อน ยกตัวอย่างถึงเราจะเดินทางไปเชื่อมสัมพันธ์มีข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศใดๆก็ตาม เป็นเพียงนามธรรมในเวทีโลกเท่านั้นข่าวกรองสหรัฐฯอ้างว่า ปูติน ผู้นำรัสเซีย อาจยั่วยุเปิดการโจมตีแบบจำกัดต่อสมาชิกนาโต จากกรณีรัสเซียถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยยูเครนซึ่งสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อไร้ข้อยุติ หรือการเดินทางไปทำข้อตกลงความร่วมมือของผู้นำไทยกับผู้นำอินโดนีเซียจะเกิดประโยชน์อะไรในเมื่ออีกไม่กี่วันต่อมา ปูรบายา ยูดี ซาเดวา รมว.การคลังอินโดฯ ออกมาเรียกร้องให้โตโยต้า มอเตอร์ ย้ายฐานการผลิตออกจากไทยไปอยู่อินโดฯ โดยพร้อมที่จะให้ผลประโยชน์แบบจุกๆ อ้างว่าอินโดฯเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนแล้วทำไมศูนย์กลางการผลิตจะต้องอยู่ที่ไทยไม่ไหวจะเคลียร์.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม