คอลัมน์ “ซอกแซก” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้สรุปถึงการจัดงานประเพณี “แห่เทียนพรรษา” อันยิ่งใหญ่อลังการของจังหวัดอุบลราชธานีปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 125 ด้วยความชื่นชมและประทับใจอย่างยิ่งสัปดาห์นี้ขออนุญาตเขียนต่อนะครับ จะถือว่าเป็น “ควันหลง” ของงาน “แห่เทียน พรรษา 2569” ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็คงจะได้นั่นก็คือการเขียนถึงเป้าหมายและความพยายาม ในการขับเคลื่อนจังหวัดอุบล ราชธานี ให้เป็น “เมือง กัมมัฏฐานโลก” หรือ “World Meditation City”...นั่นเองจังหวัดอุบลราชธานี โดย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกท่าน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของจังหวัด โดยเฉพาะสำนักงานวัฒน ธรรมจังหวัด และ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้แถลงอย่างเป็นทางการมาหลายครั้งแล้วว่า จะเดินหน้าไปสู่ความเป็นเมือง “กัมมัฏฐานโลก” เพื่อปักหมุดให้ชาวโลกได้รับรู้รับทราบว่า เมืองนี้เป็นเมือง “แห่งธรรมะ” เป็นเมืองแห่งความสุขในหลากหลายมิติของมวลมนุษยชาติจากนั้นก็ค่อยๆ “ขับเคลื่อน” การเดินไปสู่เป้าหมายนี้มาโดยตลอด โดยมี สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐ เป็นหนึ่งในหัวเรี่ยว หัวแรงของการดำเนินการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐ ได้เสนอแนะรัฐบาลให้อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ และ พระอรหันตธาตุ ของพระบรมสาวกทั้ง 2 ท่านจากอินเดีย มาประดิษฐานชั่วคราวที่ จังหวัดอุบลราชธานี ด้วย นับเป็น 1 ใน 4 ของจังหวัดในประเทศไทย ที่พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ เสด็จมาประทับชั่วคราว อันได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, อุบลราชธานี และ กระบี่ เมื่อ 22 ก.พ.ถึง 19 มี.ค. พ.ศ.2567โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น ประทับเพียง 4 วัน มีประชาชนทั้งจากประเทศ ไทยและประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมสักการะกว่า 8.1 แสนคน มากเป็นอันดับ 2 รองจาก กทม. ซึ่งประทับอยู่ 9 วัน มีผู้เข้าสักการะกว่า 2.8 ล้านคนจากนั้นในเดือนมิถุนายนของปี 2567 สถาบันโพธิคยาฯ ก็มาร่วมกับจังหวัดอุบล ราชธานี และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดเสวนาธรรม เรื่อง “ธรรมวิชัยจากแดนพุทธภูมิ สร้างศตวรรษแห่งธรรม” และได้ประกาศ “วิสัยทัศน์” ของจังหวัดอุบล ราชธานี ในการที่จะเดินหน้าไปสู่ความเป็นเมือง “กัมมัฏ ฐานโลก” เป็นครั้งแรกในงานเสวนาธรรมดังกล่าวในส่วนของจังหวัดอุบล ราชธานีนั้น เมื่อได้ประกาศเจตนารมณ์เช่นนี้แล้ว ก็ได้ดำเนินการขับเคลื่อนในส่วนของจังหวัดอย่างต่อเนื่องโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นแกนหลักมีการจัดทำ เว็บไซต์ ในสื่อสังคมออนไลน์ รายงานความคืบหน้าและสรุปเป้าหมายหลักๆ ตลอดจนข้อมูลหลักที่แสดงถึงความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองกัมมัฏฐานโลก ด้วยการเชิดชู หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น และหลวงปู่ชา ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีทางศาสนาของอุบลราชธานี มาเป็นระยะๆรวมทั้งในพิธี แห่เทียนพรรษาปี 2569 นี้ ก็ได้จัดพิธี “เทียนส่องธรรมเมืองกัมมัฏฐานโลก” ร่วมในการแห่ภาคกลางคืน 29-30 กรกฎาคม 2569 ทั้ง 2 คืน นำโดย นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านปัจจุบัน และ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ...พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศอีกกว่า 5,000 คนกิจกรรม “เทียนส่องธรรมเมืองกัมมัฏฐาน โลก” ใช้เวลา 4-5 นาที ในการจุดเทียน 125 เล่ม (สัญลักษณ์ของ 125 ปี งานเฉลิมฉลอง) พร้อมกับขอร้องให้ผู้ร่วมงานทั้งสิ้นเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือเป็นเวลา 125 วินาที และยืนสงบนิ่งร่วมกันส่งต่อ “แสงแห่งธรรม” จากจังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย เพื่อสะท้อนถึงคุณค่าของสติ-สมาธิ-ปัญญา-ความเมตตา และสันติธรรม จากพิธีแห่เทียนพรรษาปีที่ 125 นี้สู่ประชาชนชาวโลกทั้งมวลที่สำคัญยังมีอีกการแสดงหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มากและจบลงอย่างประทับใจ ได้แก่การแสดงแสง สี เสียง ส่งท้ายงานเมื่อ 31 ก.ค. และ 1 ส.ค. ในชุด “รุ่งอรุณรัศมี อุบลราชธานีศรีวนาลัย : ดินแดนแห่งอารยธรรม สู่เมืองกัมมัฏฐานโลก” จากนักแสดงกว่า 500 ชีวิตกล่าวกันว่าเป็นการแสดงที่ไม่เพียงยิ่งใหญ่ อลังการเท่านั้น ยังสามารถเล่าเรื่องของเมืองอุบลราชธานีได้อย่างครบถ้วน นำความภาคภูมิใจ มาสู่ชาวอุบลอย่างยิ่งชาวเมืองดอกบัวฝากขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจสำหรับการแสดงชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ดังได้กล่าวถึงไว้แล้วหลายๆครั้งเป็นที่ทราบแล้วว่า เป้าหมายถัดไปของจังหวัดอุบลราชธานี ณ นาทีนี้มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรก ก็คือ การผลักดันประเพณีการ แห่เทียน พรรษา ของจังหวัดขึ้นสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องมิได้ โดยยูเนสโก (UNESCO Intangible Cultural Heritage)ข้อสอง เป้าหมายใหญ่สุดอันได้แก่ การผลักดันให้เมืองแห่งดอกบัว เป็น “เมือง กัมมัฏฐานโลก” หรือ World Meditation City โดยได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ ในเร็ววันนี้ถ้าเป็นไปได้ทีมงานซอกแซกขอให้กำลังใจ และขอให้บรรลุเป้าหมายทั้ง 2 ประการนะครับพี่น้องอุบลราชธานี."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม