อีลอน มัสก์ เคยกล่าวว่าโอกาสที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นภัยคุกคามมีเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจขยับขึ้นมาเล็กน้อย หลังมีรายงานว่า AI บางระบบเริ่มปฏิบัติการนอกเหนือคำสั่ง ดังนั้น มนุษย์ควรรีบหาทางรับมือ ก่อนที่เทคโนโลยีอันทันสมัยดังกล่าว จะนำมาซึ่งจุดจบของมวลมนุษยชาติเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา หลังโมเดล AI ของบริษัทโอเพ่นเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) หลบหนีออกจากพื้นที่ทดลองของบริษัทและเจาะเข้าระบบขโมยข้อมูลบริษัทอื่น หาคำตอบเพื่อบรรลุบททดสอบที่ผู้พัฒนากำหนดไว้สิ่งที่น่ากังวลคือ AI ดังกล่าว ไม่ได้เพียงแค่เจาะผ่านระบบป้องกันได้สำเร็จ แต่ยังดำเนินการอย่างแนบเนียน บริษัทฮักก้ิงเฟซ (Hugging Face) ซึ่งถูก AI ของ OpenAI เจาะระบบ ไม่ทราบเลยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของ AI นานถึง 10 วัน ขณะที่องค์กรต่างๆที่ถูก AI ของ Anthropic ขโมยข้อมูล ไม่ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจนกระทั่งบริษัท Anthropic ออกมาเปิดเผย ถึงแม้ความเสียหายจะไม่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความตื่นตัวให้หลายฝ่ายด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จึงเริ่มเตรียมมาตรการรับมือ เสนอร่างกฎหมายสวิตช์ปิดเอไอ (AI Kill Switch) ซึ่งกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนา AI รายใหญ่ที่มีรายได้จากเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ติดตั้งระบบที่สามารถชะลอการทำงาน ระงับการปฏิบัติ การชั่วคราว หรือปิดระบบ AI ได้ทั้งหมด บริษัทที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับวันละ 20 ล้านดอลลาร์หาก AI ปฏิบัตินอกเหนือจากที่ผู้พัฒนา กำหนดไว้และก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ปกปิดความสามารถของตนเอง หลีกเลี่ยงคำสั่งปิดระบบ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย หรือสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ จะมีอำนาจสั่งให้บริษัทผู้พัฒนาเปิดใช้ระบบดังกล่าวทันทีมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการรับมือ AI หลุดการควบคุม ในอนาคต คาดว่าทั้งรัฐบาลและผู้พัฒนารายอื่นๆจะพัฒนาหนทางเพิ่มเติม หวังเพียงว่าจะทันเวลาก่อนจะมี AI ตัวอื่นหลุดการควบคุมอีก.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม